กล้วย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa sapientum Linn.,
Musa paradisiaca var sapientum (Linn.) O. Kutze.
ชื่อวงศ์ Musaceae
ชื่ออังกฤษ Banana, Cultivated banana
ชื่อท้องถิ่น กล้วยไข่, กล้วยใต้, กล้วยนาก, กล้วยน้ำว้า, กล้วยมณีอ่อง, กล้วยเล็บมือ, กล้วยส้ม, กล้วยหอม, กล้วยหอมจันทน์, กล้วยหักมุก, เจก, มะลิอ่อง, ยะไข่, สะกุย, แหลก

การขยายพันธุ์กล้วย[TOP]
      การขยายพันธุ์กล้วยนั้นทำได้ 2 วิธีคือ การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ ได้แก่ การใช้เมล็ดเพาะปลูก ซึ่งนับว่าเป็นการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณต้นกล้าในงานผสมพันธุ์กล้วยเท่านั้น และอีกวิธีหนึ่งคือ การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ ได้แก่ การใช้หน่อหรือส่วนของเหง้า และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งนับว่าเป็นการขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณต้นกล้วยในการเพาะปลูกทั่วไป สิ่งที่ใช้ในการขยายพันธุ์อาจแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิด ตามลักษณะ ขนาด อายุ ได้แก่
   1. หน่ออ่อน (Peepers) คือหน่อที่มีอายุน้อยและมีขนาดเล็ก ลักษณะใบเป็นใบเกล็ดเท่านั้น และอยู่เหนือผิวดิน
   2. หน่อใบดาบ (Sword Suckers) คือหน่อที่เกิดจากตาของเหง้า ลักษณะใบเรียวเล็กยาว หน่อมีขนาดความสูงไม่เกิน 75 เซนติเมตร และมีเหง้าติดอยู่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร นิยมใช้มากที่สุดในการปลูกเพื่อการค้า
   3. หน่อแก่ (Miden Suckers) คือหน่อที่เจริญมาจากหน่อใบดาบ ใบจะแผ่กว้างขึ้นแต่ยังไม่ตกเครือ หน่อแก่มีอายุประมาณ
5-6 เดือน มีเหง้าติดอยู่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 เซนติเมตร เหง้าของหน่อแก่อาจมีตาที่เจริญเป็นหน่อกล้วยได้หลายหน่อ เหมาะสมสำหรับนำไปปลูกเพื่อการขยายพันธุ์
   4. หน่อใบกว้าง (Water Suckers) คือหน่อที่เกิดมาจากตาของเหง้าแก่หรือเหง้าที่ไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ลักษณะใบแผ่กว้างออกขณะหน่อยังมีอายุน้อย ไม่เหมาะสมสำหรับการนำไปปลูกเพื่อการค้า
   5. ชิ้นส่วนของเหง้า (Bits of Large Corms) คือชิ้นส่วนของเหง้าของกล้วยที่ตกเครือแล้ว มีขนาดน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม และมีตาเพียงตาเดียวหรือหลายตา (เรียกเหง้าชนิดนี้ว่า Bull-heads) ชิ้นส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ได้จากการตัดเหง้าดังกล่าวออกเป็นส่วน ๆ อาจเป็น 2 ส่วนหรือมากกว่า

การปลูกและระยะปลูก[TOP]
ระยะปลูก
ระยะปลูกที่นิยมกันมีตั้งแต่ 2 x 2 - 6 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้วยแต่ละพันธุ์ กล้วยพันธุ์เตี้ยมีขนาดพุ่มแคบควรปลูกชิด ส่วนกล้วยพันธุ์สูงหรือมีการเจริญเติบโตดีควรปลูกให้ห่างขึ้นสำหรับระยะปลูกพอจะพิจารณาจากแบบของการทำสวนกล้วย ซึ่งมี 2 แบบ คือแบบยกร่อง และแบบพื้นราบ การปลูกแบบยกร่องในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา นครปฐม และราชบุรี ใช้ระยะปลูกค่อนข้างถี่ ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวประมาณ 2-3 มตร เนื่องจากชาวสวนแถบนี้มักนิยมปลูกขึ้นแทนใหม่ทุกปี การปลูกแบบพื้นราบจะใช้ระยะห่างขึ้น โดยทั่วไปจะใช้ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวประมาณ 3-5 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้วยแต่ละพันธุ์ การไว้หน่อในแง่เศรษฐกิจ และวัตถุประสงค์ของผู้ปลูก

การปลูก
ส่วนของกล้วยที่ใช้ในการเพาะปลูกมีอยู่หลายชนิด แต่ที่สะดวก และง่ายที่สุดคือหน่อใบดาบ

ฤดูกาล
ปลูกกล้วยโดยทั่วไปมักจะเลือกปลูก เมื่อฝนแรกเริ่มตกหรือต้นฤดูฝน เพราะหลังจากปลูกไปแล้ว 1 เดือนกล้วยก็จะได้รับน้ำฝน และจะมียอดอ่อนโผล่ขึ้นมาเหนือดิน ต้นกล้วยจะเจริญเติบโตและแข็งแรงอย่างมาก โดยเฉพาะในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ส่วนในอีกช่วงหนึ่งเป็นการปลูกในช่วงหลัง จากการทำการเก็บเกี่ยวผลหมดแล้ว ช่วงประมาณกลาง - ปลายฤดูฝน หลังจากกะระยะปลูกเรียบร้อยแล้ว ขุดหลุมปลูกขนาด 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยหมักที่สลายตัวเรียบร้อยแล้วรองก้นหลุมเล็กน้อย หรือใช้ปุ๋ยคอกที่แห้งสนิทดีแล้ว ปราศจากเชื้อรา ผสมดินรองก้นหลุมอัตรา 1 บุ้งกี๋ต่อหลุม วางส่วนที่จะปลูกไว้ตรงกลางหลุม กรณีที่ใช้หน่อใบดาบปลูกให้หันรอยแผลซึ่งเกิดจากการแยกหน่อไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อกล้วยตกเครือ เครือกล้วยจะอยู่ในทิศทางเดียวกัน ทำให้สะดวกในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว เสร็จแล้วกลบดินที่ระดับดินอยู่เหนือส่วนที่เป็นเหง้าของกล้วยประมาณ 10 เซนติเมตร เหยียบรอบโคนต้นเบา ๆ ให้ดินกระชับแน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

กล้วยที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย[TOP]
กล้วยที่พบในประเทศไทยมีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน แต่ที่รู้จักกันดีและนิยมปลูกกันแพร่หลายมีอยู่ไม่กี่พันธุ์ ได้แก่
กล้วยหอมทอง
เป็นกล้วยพันธุ์หนึ่งที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกันในปัจจุบัน และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาก มีลักษณะลำต้นใหญ่แข็งแรง กาบใบชั้นในมีสีเขียวหรือสีชมพูอ่อน เครือได้รูปทรงมาตรฐานดี มีน้ำหนักมาก ผลยาวเรียว ปลายผลคอดแบบคอขวด เปลือกหนา เมื่อผลสุกผิวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมีรสชาติอมหวาน กล้วยหอมทองเครือหนึ่ง ๆ เฉลี่ยแล้วมีประมาณ 6 หวี แต่กล้วยพันธุ์นี้มีข้อเสียคือ ไม่ทนทานต่อโรคตายพรายและโรคใบจุด

กล้วยหอมเขียว
เป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ลักษณะกาบใบชั้นในมีสีแดงสด ปลายผลมน ผลสุกมีสีเหลืองอมเขียว ข้อดีของกล้วยพันธุ์นี้คือ ทนทานต่อโรคตายพรายได้ดี

กล้วยไข่
เป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่นิยมปลูกกันทั่วไป โดยเฉพาะที่จังหวัดกำแพงเพชร ลักษณะกาบใบเป็นสีน้ำตาลหรือช็อกโกแลต สีของใบเหลืองไม่มีนวล เครือมีขนาดเล็ก ผิวเปลือกบาง ผลเล็กเนื้อมีสีเหลือง รสหวาน ให้ผลผลิตต่ำ เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม ทนทานต่อโรคตายพรายได้ดี แต่อ่อนแอต่อโรคใบจุด

กล้วยน้ำว้า
เป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายและพบทั่วทุกภาคของประเทศไทย เนื่องจากกล้วยน้ำว้าสามารถทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศได้ดีกว่ากล้วยพันธุ์อื่น ๆ มีลักษณะต้นสูงปานกลาง เครือแน่น ผลมีขนาดเล็ก รสหวาน เนื้อมีสีเหลือง นอกจากนี้ยังมี

กล้วยน้ำว้า ที่กลายพันธุ์ไปจากเดิม ได้แก่
กล้วยน้ำว้าแดง เนื้อของผลมีสีแดง
กล้วยน้ำว้าขาว เนื้อของผลมีสีขาว
กล้วยน้ำว้าค่อม มีลักษณะลำต้นเตี้ยหรือแคระ ส่วนใหญ่นิยมเอาไปทำกล้วยฉาบ
กล้วยหอมค่อม เป็นกล้วยที่มีลำต้นแคระหรือเตี้ย จึงมีชื่อเรียกหลายชื่อ กล้วยหอมเตี้ย กล้วยหอมเขียวเตี้ย เนื้อมีรสชาติดี
กล้วยเล็บมือนาง กล้วยพันธุ์นี้มีลักษณะลำต้นเล็ก สูงไม่มากนัก ผลมีขนาดเล็ก รสชาติหอมหวาน เปลือกของผลเมื่อสุกมีสีเหลือง ปัจจุบันกำลังเป็นที่ได้รับความสนใจในการที่จะปลูกเป็นการค้าเพื่อการแปรรูปอีกพันธุ์หนึ่ง

กล้วยที่ได้จากการผสมพันธุ์ ได้แก่
กล้วยหอมเขียวพันธุ์แกรนแนน

การตัดแต่งและการไว้หน่อ[TOP]
การตัดแต่งกล้วยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง คือการตัดแต่งหน่อ และการตัดแต่งลำต้นเหนือดินเมื่อต้นกล้าโตแล้ว การตัดแต่งหน่อจะมีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะในการปลูกกล้วยเพื่อเป็นการค้า เพราะนิสัยการเจริญเติบโต ของกล้วยโดย ทั่วไปจะให้หน่อมากเป็น 2 เท่าของจำนวนที่ต้องการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดแต่ง (หรือทำลาย) หน่อที่มากเกินไป หรือหน่อที่ไม่ต้องการออก การตัดแต่งหรือทำลายหน่อเหล่านี้สามารถทำได้โดยวิธีการงัดออกจากต้นแม่โดยเครื่องมือพิเศษ เช่น ใช้เครื่องมือดึง ใช้เสียมที่มีลักษณะใบแคบและยาว เสียมนี้นอกจากจะใช้งัดหน่อกล้วยแล้วยังมีปลายแหลมคมไว้ตัด หรือขุดดินเหนียวได้อีกด้วย การตัดแต่งลำต้นเหนือดินหรือลำต้นที่ให้เครือแล้ว ส่วนมากจะใช้เครื่องมือมีลักษณะเป็นมีดขอยาว ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากอย่างหนึ่งของชาวสวน เพราะมีใบมีดที่หนัก สามารถตัดต้นกล้วยให้ขาดได้โดย การฟันเพียงครั้งเดียว

ความสำคัญ ของการตัดแต่งหรือไว้หน่อจะมีผลต่อจำนวนหวี โดยจะทำให้จำนวนหวีเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อไว้หน่อ 2 หน่อโดยเหตุผลดังนี้
1. ลดการแข่งขันระหว่างหน่อ ทำให้ผลสามารถเจริญได้มากขึ้น
2. ทำให้คุณภาพของผลดี ตรงตามความต้องการของตลาด จำนวนหน่อที่เก็บไว้จะผันแปรกับการเจริญเติบโตของหน่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าปลูกระยะชิด แต่อย่างไรก็ตามการไว้หน่อก็ขึ้นอยู่กับ
1. ความชำนาญของชาวสวน
2. สภาพดินฟ้าอากาศ
3. แนวโน้มของตลาด
4. ระบบการซื้อขาย เช่น ซื้อขายกันเป็นน้ำหนักหรือว่าซื้อขายโดยการนับจำนวนหวี จำนวนผล

การให้ปุ๋ยและน้ำ[TOP]
การให้ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ยคอกมักทำกับสวนกล้วยรายย่อย ๆ ที่เลี้ยงสัตว์ไว้ด้วย และในแหล่งปลูกกล้วยเพื่อส่งเป็นสินค้าออกเท่านั้น ส่วนแหล่งปลูกอื่น ๆ จะไม่กระทำกัน ปุ๋ยไนโตรเจนสำหรับกล้วยมักใช้ในรูปของแคลเซียมไนเตรทและโปแตสเซียมไนเตรท ไม่แนะนำให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก เพราะปุ๋ยจะถูกชะล้างซึมลงไปในดินเลยระบบรากลงไป ในสวนที่มีการคลุมดินบางแห่งไม่ควรใส่ปุ๋ยในฤดูฝนแต่ควรจะใส่หลังจากที่ฤดูฝนผ่านไปแล้ว การใส่ควรใส่ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง โดยใส่ประมาณครั้งละ 60 กรัมต่อต้น รอบ ๆ รากของหน่อเพื่อเร่งให้หน่อเจริญเติบโต ในการวิเคราะห์ส่วนต่าง ๆ ของกล้วย โดยเฉพาะที่เปลือกผลและก้านเครือ พบว่ากล้วยเป็นพืชที่มีความต้องการปุ๋ยโพแทสเซียมมาก ดังนั้นจึงควรมีการเพิ่มปุ๋ยโพแทสให้มากเป็นพิเศษ ปุ๋ยที่ใช้จะอยู่ในรูปของโพแทสเซียมซัลเฟตใส่ในระยะที่ฝนตกไม่ชุกนัก เพื่อป้องกันการสูญเสีย นอกจากนี้ปุ๋ยฟอสเฟตในรูปของซุเปอร์ฟอสเฟตก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกัน สัดส่วนของปุ๋ยไนโตรเจน : ปุ๋ยฟอสเฟต : ปุ๋ยโพแทสควรจะเป็น 1:1:3 จะเหมาะสมที่สุด

การให้น้ำ
กล้วยเป็นพืชที่มีใบใหญ่ ลำต้นอวบน้ำ ต้องการน้ำมากตลอดปีมากกว่าพืชอื่นๆ ถ้ามีความชื้นเพียงพอในดิน ต้นกล้วยก็จะผ่านช่วง ฤดูแล้งไปได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากรากที่ใช้หาอาหารส่วนใหญ่จะแผ่กระจายอยู่ใกล้ผิวดิน ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ผิวหน้าดินแห้งติดต่อเป็นระยะเวลานาน ๆ ซึ่งจะมีผลทำให้ผลผลิตตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด ในไร่กล้วยที่มีการปลูกล้วยเป็นการค้าบางแห่งจะติดตั้งระบบการให้น้ำแบบฝนเทียมไว้อย่างถาวร ซึ่งอาจจะเป็นแบบพ่นน้ำบนยอดกล้วย หรือแบบพ่นตามบริเวณโคนต้นกล้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง การให้น้ำแบบแรกน้ำที่พ่นออกมาจะมีรัศมีกว้างขวางมาก และอาจจะถือได้ว่าเป็นวิธีที่ประหยัด แต่วิธีนี้ยังเป็นที่สงสัยกันว่าจะดีหรือไม่ เพราะว่าน้ำหนักของหยดน้ำจากฝนเทียมที่พ่นออกมานั้นเมื่อ กระทบกับผิวดินอาจ ทำให้ดินแน่นทึบก็ได้ นอกเสียจากว่าดินจะมีวัสดุคลุมที่หนาพอ อย่างไรก็ตามโดยทั่ว ๆ ไปสำหรับสวนผลไม้ส่วนมาก มักจะแนะนำให้ใชัหัวฉีดแบบพ่นน้ำเป็นฝอยละเอียดไปตามระดับพื้นดินใต้ใบ บางครั้งการให้น้ำสำหรับกล้วยอาจเป็นแบบปล่อยน้ำไปตามร่องน้ำระหว่างแถวปลูกอย่างช้าง ๆ เพื่อให้น้ำซึมผ่านผิวดินลงไปถึงดินล่าง และยังทำให้บริเวณรอบ ๆ ต้นของกล้วยมีความเย็นและชุ่มชื้นอีกด้วย การให้น้ำอีกแบบหนึ่ง คือการให้โดยผ่านน้ำไปตามท่อที่ถูกกำหนดตามความต้องการของผู้ปลูก การให้น้ำแบบนี้จะให้ประโยชน์ได้อย่างมาก เพราะวิธีการนี้อาจช่วยทำให้น้ำใช้ได้สำหรับวัตถุประสงค์อื่น ๆ ในส่วนต่าง ๆ ของสวนด้วย เนื่องจากว่าโรคใบจุดของกล้วยมักเกิดทั่วไปกับพันธุ์กล้วยที่ปลูกส่วนใหญ่ในเกือบทุกประเทศที่ปลูกกล้วย จึงต้องมีการฉีดยาป้องกันเป็นระยะ ๆ และบ่อย ๆ ฉะนั้นจึงเป็นการดีอย่างมากที่จะมีน้ำไว้ใช้ทันทีที่ต้องการ เพื่อนำไปใช้ผสมยาฉีดป้องกันราที่ต้องฉีดเป็นระยะ ๆ โดยผ่านทางระบบฝนเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบ่มกล้วย[TOP]
ตามปกติจะไม่นิยมปล่อยให้กล้วยสุกคาต้นหรือที่เรียกว่า กล้วยสุกลม เพราะจะได้กล้วยที่มีรสชาติไม่อร่อย สีผิวกระด้างไม่นวล นอกจากนี้ควรเผื่อเวลาสำหรับการขนส่งและรอจำหน่ายด้วย กล้วยที่เก็บจากต้นแล้วจะถูกนำมาบ่มเพื่อให้กล้วยสุกสม่ำเสมอกันในปริมาณตามความต้องการ การบ่มกล้วยจะทำให้ห้องบ่มกล้วยที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เป็นห้องที่มีเพดานต่ำ ที่เพดานติดดวงไฟ สามารถควบคุมสภาพภายในห้องได้ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และการถ่ายเทอากาศ พื้นห้องอาจโรยด้วยขี้เลื่อยหนา ๆ เพื่อป้องกันผลช้ำ หากกล้วยตกลงมาจากที่แขวนเครือในขณะทำการบ่ม การบ่มกล้วยมีหลายแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการบ่มคือ

การบ่มให้สุกโดยการใช้แก๊สเอทิลีน
เป็นการจัดสภาพของอุณหภูมิและความชื้นภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ต่อจากนั้นลดอุณหภูมิจาก 21 องศาเซลเซียส เป็น 20 องศาเซลเซียส แต่ความชื้นยังคงสูงอยู่และไม่มีการถ่ายเทอากาศจนกว่าจะเริ่มมีสีเหลือง หลังจากนั้นจะรมด้วยแก๊สเอทิลีนในความเข้มข้น 1,000 ppm.ทุก ๆ 12-24 ชั่วโมง และความชื้นยังคงสูงอยู่กว่า 80 % แต่มีการเปลี่ยนแปลงอากาศ 3-4 ครั้งในทุก ๆ ชั่วโมง จนกระทั่งเหลือสีเขียวแต่เฉพาะที่ปลายผลกล้วยเท่านั้น

นอกจากนี้อาจใช้แคลเซียมคาร์ไบด์หรือถ่านแก๊ส
ทุบเป็นก้อนเล็กๆ ห่อด้วยใบตองหรือกระดาษแล้วใส่ในภาชนะที่เรียงกล้วยไว้ กล้วยจะคายความชื้นออกมา และถ่านแก๊สจะดูดความชื้นเข้าไปทำปฏิกิริยาเป็นแก๊สอะเซทิลีน โดยวิธีนี้จะได้ความร้อนสูง ทำให้ผลกล้วยจะเหลืองแต่รสไม่ค่อยหวานนัก

การเก็บเกี่ยว[TOP]
โดยทั่วไปในทางปฏิบัติการเก็บเกี่ยวกล้วยมักนิยมการพิจารณาขนาดของเหลี่ยมกล้วยเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากความแก่ของผลกล้วยจะมีความสัมพันธ์กันอย่างมากกับมุมเหลี่ยมผล หากเก็บเกี่ยวผลเพื่อทำการขนส่งทางเรือ ทางรถหรือเพื่อต้องการส่งเป็นสินค้าออก จะต้องใช้เวลาในการขนส่งหลายวัน ควรตัดผลกล้วยเมื่อมีความแก่ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่าเล็กน้อย สังเกตกล้วยจะมีเหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นการขนส่งที่มีระยะทางยิ่งไกลก็ยิ่งจะต้องตัดผลกล้วยให้ดิบมากขึ้น นอกจากนี้ระยะเก็บเกี่ยวกล้วยที่เหมาะสมอาจพิจารณาจากลักษณะอื่นอีก เช่น การนับจำนวนวันของกล้วย โดยเริ่มนับจากวันที่ปลีกล้วยโผล่ออกมาให้เห็นจนถึงวันเก็บเกี่ยวได้หรือเริ่มต้นจากวันที่กาบดอกของหวีแรกเปิดออกจนถึงวันเก็บเกี่ยว หรือการวัดเส้นผ่าศูนย์กลางของผลกล้วย และการพิจารณาจากมุมเหลี่ยมของกล้วย ซึ่งถ้าต้องการบริโภคเองจะต้องตัดเครือกล้วยเมื่อผลแก่เต็มที่หรือระยะที่ตัดแล้วทิ้งไว้จนผลสุกจะมีผิวเรียบและไม่มีเหลี่ยมในการส่ง
ระยะไกล ๆ อาจจะพิจารณาได้จาก
1. ลักษณะผล ดูขนาดลูกกล้วย เหลี่ยมกล้วยและความสมบูรณ์ของต้น ถ้าเหลี่ยมมากความแก่จะต่ำ เหลี่ยมน้อยความแก่สูง
2. การดูเนื้อภายในผล ผลกล้วยที่มีเนื้อพอเริ่มมีสีเหลือง มียางขึ้น แสดงว่ามีเปอร์เซ็นต์ความแก่สูง ถ้ามีรสมันและฝาดเปอร์เซ็นต์ความแก่จะต่ำ

โรคของกล้วย [TOP]
1. โรคตายพราย
ความสำคัญ เป็นโรคที่สำคัญที่สุดของกล้วย โดยเฉพาะกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้าซึ่งจะเข้าทำลายจากส่วนรากของกล้วยก่อน สภาพดินที่เคยเป็นหรือเคยพบการทำลายของโรคนี้มาก่อนจะทำการกำจัดได้ยาก เนื่องจากเชื้อดังกล่าวนี้จะสามารถฟื้นตัวแข็งแรงได้อีกภายในระยะเวลา 2-3 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น
สาเหตุของโรค
เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum F. Cubense
ลักษณะอาการ
เป็นกับกล้วยที่มีอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป อาการภายนอกสังเกตเห็นได้ยากมาก ในช่วงแรกของการติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อเข้าทำลายทางระบบราก ก่อนและเจริญมาทางท่อน้ำของลำต้น ช่วงนี้จะเริ่มแสดงอาการทางใบ เช่น เห็นเป็นทางเหลืองอ่อนตามก้านใบของใบแก่ หรือใบที่อยู่ด้านล่าง ๆ และขยายไปทั่วบริเวณใบทั้งหมด ใบอ่อนจะมีสีเหลืองไหม้ หรือตายนึ่ง และบิดเป็นเกลียว ในที่สุดจะหักพับตรงบริเวณโคนก้านใบ รวมทั้งใบยอดก็จะแห้งตายในที่สุด สำหรับอาการบริเวณโคนต้นหรือเหง้ากล้วยเมื่อทำการผ่าดูจะพบแผลเน่าเป็นจุด สีเหลืองอ่อนจนถึงน้ำตาลแก่หรือแดงส้ม และมีกลิ่นเหม็นบริเวณกาบกล้วย เมื่อตัดตามขวางจะพบเป็นรอยช้ำ เน่า สีน้ำตาบเข้มหรือดำ และจะค่อย ๆ ลามเข้าไปข้างใน ต้นกล้วยจะยืนต้นตาย
การป้องกันกำจัด
1. ปรับสภาพดินให้มี pH 6-6.5 อยู่เสมอ โดยการใช้ปูนขาวหรือปูนโคโลไมท์
2. การให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ควรลดปริมาณหรือหลีกเลี่ยงธาตุไนโตรเจนให้น้อยที่สุด
3. คัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยจากบริเวณที่ไม่พบการระบาดของโรคนี้

2. โรคใบจุด
สาเหตของโรค
เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae
ลักษณะอาการ
อาการของโรคมักพบเป็นแผลมีลักษณะเป็นขีดสีน้ำตาลหรือ น้ำตาลแดงสั้น ๆ ขนานไปกับเส้นใบ เห็นได้ชัดบริเวณด้านบนของใบ ส่วนใต้ใบจะเห็นเป็นขีดออกสีดำกระจายไปทั่วทั้งใบและขยายไปทางกว้าง ต่อมาทำให้เกิดอาการใบจุดและแผลจะลามติดกันทำให้ใบไหม้ โดยเริ่มจากขอบใบเข้าไปตรงกลาง แผลจะเป็นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนล้อมรอบด้วยสีน้ำตาลเข้มหรือแดงและมีสีเหลืองเป็นวงล้อมรอบชั้นนอก ต่อมาจะเกิดเป็นบริเวณกว้างกระจายทั่วไปทั้งใบ

การป้องกันกำจัด
1. ใบกล้วยเป็นโรคที่แห้งเหี่ยวคาต้นให้นำไปเผาไฟ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค
2. ป้องกันการระบาดของโรค โดยฉีดพ่นสารเคมีคอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ผสมยาจับใบ พ่นเดือนละ 2-3 ครั้ง หรือใช้ยาป้องกันเชื้อราแมนโคเซปหรือเบนโนมิลผสมไวต์ออยล์ ฉีดพ่นก็ได้

แมลงศัตรูกล้วย [TOP]
แมลงศัตรูกล้วยในประเทศไทยมีมากกว่า 20 ชนิด ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ และทำลายกล้วยให้ได้รับความเสียหายตั้งแต่ราก เหง้า ต้น ใบ ดอก และผล ทั้งผลดิบและผลแห้ง ความเสียหายอันเกิดขึ้นนี้จะมากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดและความสำคัญของแมลงแต่ละตัว ซึ่งพอจะเรียงตามลำดับความสำคัญได้ดังต่อไปนี้

ด้วงเข็มไชเหง้า
ด้วงชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cosmopolotes sordidus Germ พบมากในเหง้ากล้วยหรือในดินที่มีเศษขยะพืชหรือส่วนของต้นกล้วยที่เน่าเปื่อย ด้วงนี้จะไม่ชอบแสงสว่าง ถ้ามืดมาก ๆ จะเคลื่อนตัวได้ว่องไวมาก ตอนกลางวันจะเชื่องช้ามักอยู่นิ่งไม่ค่อยเคลื่อนไหว ถ้าไปถูกตัวหรือได้รับความกระทบกระเทือนมักจะทำเป็นตายหรือนอนนิ่งเฉย ในพื้นที่ที่มีการปลูกกล้วยติดต่อกันเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หรือในสภาพสวนที่รกมีต้นกล้วยหรือตอกล้วยเน่าทับถมอยู่จะพบด้วงชนิดนี้อยู่ชุกชุมมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งต่อกับฤดูฝนจะพบมากที่สุด

ลักษณะการทำลาย ในระยะที่เป็นตัวหนอนจะทำความเสียหายแก่ต้นกล้วยมากที่สุด ตัวแก่ก็ทำความเสียหายได้เหมือนกัน แต่น้อยกว่า ตัวหนอนจะเจาะกัดกินไชชอนอยู่ภายในเหง้าของกล้วย ซึ่งโดยมากกินอยู่ใต้ระดับผิวดินบริเวณโคนต้น จึงไม่สามารถมองเห็นการทำลายหรือร่องรอยการทำลาย ทำให้การส่งน้ำและอาหารจากพื้นดินขึ้นเลี้ยงลำต้นขาดตอนหยุดชะงัก ในเหง้าหนึ่งของกล้วยถ้ามีตัวหนอนเพียง 5 ตัว จะสามารถทำลายเหง้าให้พรุนและเน่าเหม็นล้มตายในที่สุด สามารถทำลายต้นกล้วยได้ทุกระยะ ตั้งแต่หน่อไปจนถึงหลังจากที่ตัดเครือแล้ว เป็นอันตรายร้ายแรงที่สุดต่อพืชตระกูลกล้วยทุกชนิด โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมพบระบาดรุนแรงมากกว่ากล้วยชนิดอื่น

การป้องกันกำจัด
1. เลือกพื้นที่ปลูกที่ปราศจากด้วงชนิดนี้ระบาดมาก่อน
2. ต้นพันธุ์ที่นำไปปลูกต้องมั่นใจว่าไม่มีไข่หรือตัวหนอนติดไปด้วย
3. รักษาความสะอาดของแปลงปลูกอยู่เสมอ
4. หากพบกล้วยที่ตายควรเก็บรวบรวมนำไปเผาไฟทำลายเสีย
5. การปลูกพืชอื่นหมุนเวียนหลังจากปลูกกล้วยไปแล้ว 3 ปี จะช่วยลดปริมาณด้วงชนิดต่าง ๆ ลงได้
6. ใช้วิธีล่อโดยตัดเหง้ากล้วยทำเป็นเหยื่อล่อวางไว้บนดิน แล้วฉีดยาฆ่าแมลงทำลาย
7. แช่โคนหน่อกล้วยที่จะใช้ทำพันธุ์ด้วยยาฆ่าแมลงในกลุ่มของดีลดรินก่อนนำไปปลูก

ด้วงงวงเจาะลำต้น
ด้วงเข็มไชต้นหรือด้วงงวงเจาะลำต้นกล้วยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Odoiporus longicollis Oliv เป็นด้วงที่มักพบทุกแห้งที่มีการปลูกกล้วยเช่นเดับกับด้วงไชเหง้ากล้วย แต่โดยทั่วไปจะพบด้วงไชต้นมากกว่าด้วงไชเหง้า และสังเกตเห็นลักษณะหรือร่องรอยของการทำลายได้ง่าย ในบางครั้งพบอยู่รวมทำลายกล้วยต้นเดียวกันกับด้วงไชเหง้ากล้วย แหล่งที่พบด้วงชนิดนี้มากได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ส่วนภาคอีสานไม่ค่อยพบหรือมีน้อยมาก
ลักษณะการทำลาย ตัวแก่ของด้วงงวงชนิดนี้จะวางไข่ไว้ตามบริเวณกาบกล้วย ส่วนของลำต้นที่เหนือพื้นดินขึ้นไปจนถึงประมาณกลางต้น จากนั้นตัวหนอนจะค่อย ๆ กัดกินเซลล์ต้นกล้วยเข้าไปทีละน้อย จนถึงไส้กลางของต้น มองเห็นข้างนอกรอบต้นเป็นรูพรุนทั่วไป จากนั้นก็จะเกาะกินทำลายอยู่ตรงกลางต้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นกล้วยตาย ส่วนมากจะพบกับกล้วยที่โตแล้วหรือใกล้จะออกปลีหรือกำลังออกปลีหรือกำลังตกเครือ ซึ่งมักจะทำให้เครือหักพับกลางต้นหรือเหี่ยวเฉายืนต้นตาย

การป้องกันกำจัด
1. การเลือกที่ปลูกกล้วยใหม่ ควรเป็นที่ที่ปราศจากโรคแมลงรบกวน บริเวณไม่รกรุงรังและไม่เคยมีด้วงระบาดมาก่อน
2. ขยายพันธุ์จากหน่อที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากแมลงที่เป็นอันตราย และไม่ควรวางหน่อกล้วยที่ขุดมาใหม่ ๆ ไว้กับพื้นดินข้ามคืน เพราะแมลงด้วงเข็มอาจเข้าวางไข่ได้
3. ในพื้นที่ที่ปลูกกล้วยติดต่อกันนานกว่า 3 ปี ควรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นหมุนเวียนชั่วคราวสัก 1 ปี เพื่อจะช่วยป้องกันแมลงศัตรูให้น้อยลง
4. หมั่นดูแลความสะอาดของแปลงปลูกกล้วยอยู่เสมอ ต้นหรือตอกล้วยที่เน่าควรเก็บกวาดไปฝังหรือเผาทำลาย
5. หน่อกล้วยที่คัดเลือกไว้ทำพันธุ์ควรนำมาแช่น้ำยาฆ่าแมลงพวกไซเปอร์เมทธิล 35 % ก่อนนำไปปลูก
6. หากเป็นกล้วยที่ปลูกแล้วอาจฉีดพ่นป้องกันด้วยสารเคมีในกลุ่มของครอไพริฟอสตามอัตราส่วนที่กำหนด

 

http://www.maejo.com/maejo/plant/plant01/banana.php#banana05