3. การสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction) ใช้แยกสารออกจากของผสมเนื้อเดียวที่อยู่ในรูปสารละลาย
โดยเลือกตัวทำละลายที่เหมาะสมดังนี้
- ตัวทำละลายต้องละลายสารที่ต้องการสกัดได้ดี แต่ไม่ละลายสารอื่น
- ตัวทำละลายต้องไม่ทำปฏิกิริยากับสารที่ต้องการสกัด
- สามารถแยกตัวทำละลายออกจากสารที่สกัดได้โดยง่าย เพื่อนำตัวทำละลายมาใช้อีก เป็นการประหยัด
- หาง่าย ราคาถูก
ส่วนมากใช้สกัดน้ำมันพืช ตัวทำละลายที่นิยม คือ เฮกเซน

4.โครมาโตกราฟี (chromatography)
เป็นวิธีการแยกสารโดยอาศัยความแตกต่างในการละลายและการดูดซับ เนื่องจากสารแต่ละชนิดจะมีความสามารถในการละลายและการดูดซับได้ต่างกัน โดยสารที่ละลายได้ดีจะถูกดูดซับได้น้อยแต่เคลื่อนที่ได้เร็ว ในทางตรงข้าม สารใดที่ละลายได้น้อยจะถูกดูดซับได้มากเคลื่อนที่ได้ช้า




การหาค่าอัตราการเคลื่อนที่ (Rate of flow ; Rf )
สูตร Rf = ระยะทางที่สารเคลื่อนทีได้ / ระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่
ค่า Rf จะมากน้อย ขึ้นอยู่กับ
- ชนิดของตัวทำละลาย
- ชนิดของตัวดูดซับ
- สภาวะต่างๆ เช่น อุณหภูมิ, ความดัน
- ความสามารถในการละลายของสาร

สรุปสาระสำคัญของโครมาโตกราฟีแบบกระดาษ
- สารชนิดเดียวกันจะมีค่า Rf เท่ากัน ถ้าใช้สภาวะเดียวกัน
- ค่า Rf จะมีค่าไม่เกิน 1 และไม่มีหน่วย
- ถ้าแยกสารได้หลายสาร และมีค่า Rf ได้หลายค่า แสดงว่า สารนั้นเป็นสารไม่บริสุทธิ์ ถ้าแยกได้เพียงชนิดเดียว จะมีค่า Rf ค่าเดียว แต่สรุปไม่ได้ ว่าสารนั้นเป็นสารบริสุทธ์หรือสารละลาย เนื่องจากสารบางชนิดไม่มีสี หรือองค์ประกอบต่างๆ เคลื่อนที่ได้เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน

ข้อดีวิธีโครมาโตกราฟี
- ใช้ทดสอบสารตัวอย่างที่มีปริมาณน้อยได้
- ใช้ทดสอบมั่วไปในทางปริมาณวิเคราะห์ และคุณภาพวิเคราะห์
- ใช้แยกสารที่มีสีและไม่มีสีได้
- อาจแยกองค์ประกอบต่างๆ ในของผสมออกจากกันได้
- ถ้าแยกองค์ประกอบต่างๆ ได้ ก็สามารถสกัดสารออกจากตัวดูดซับได้

ข้อจำกัดของโครมาโตกราฟี
เมื่อองค์ประกอบต่างๆ เคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับได้เท่าๆ กัน จะแยกออกจากกันไม่ได้ หรือแยกได้แต่ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งแก้ได้โดย
- เปลี่ยนตัวทำละลาย
- เพิ่มความยาวของกระดาษโครมาโตกราฟี

5. การตกผลึก (crystallization)
เป็นการแยกสารโดยทำสารให้อิ่มตัวที่อุณหภูมิสูง และปล่อยให้เย็นก็จะตกผลึกออกมา ได้ของแข็งที่มีรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งอาจต้องเลือกตัวทำละลายให้เหมาะสม ดังนี้
- ต้องละลายสารที่ตกผลึกได้มากที่อุณหภูมิสูง
- ต้องละลายที่ที่เจือปนได้ที่อุณหภูมิต่ำ
- ไม่ทำปฏิกิริยากับสารที่ตกผลึก และกำจัดออกง่าย

6. การใช้กรวยแยก (seperating Funnel)
ใช้แยกของเหลวออกจากของเหลวที่ไม่ละลายซึ่งกันและกัน โดยนำของเหลวผสมเทใส่กรวยแยก ของเหลวที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า ผเบากว่า) จะอยู่ชั้นบน และของเหลวที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะอยู่ชั้นล่าง จากนั้นค่อยๆ ไขก๊อกแยกของเหลวแต่ละชั้นออกมา

หน้าแรก | 1 | 2 |