หน่วยที่3 หลักการใช้ภาษา
  การเปลี่ยนแปลงของภาษา
นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติของภาษามาแล้ว และนักเรียนคงทราบดีว่าภาษามีธรรมชาติประการหนึ่ง คือ ภาษามีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เพราะมนุษย์ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภาษานั้นย่อมเป็นภาษาที่ตายแล้ว เช่น ภาษาละติน ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต เป็นต้น
เนื้อหาในบทนี้เป็นการขยายความจากเรื่องธรรมชาติของภาษา ในหัวข้อภาษามีการเปลี่ยนแปลงซึ่งนักเรียนเคยศึกษามาแล้วในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔

ปัจจัยที่ทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลง
๑. การตั้งถิ่นฐาน ชนชาติที่เคยใช้ภาษาเดิม เมื่ออพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในสถานที่อื่นภาษาของชนกลุ่มนั้นก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิของภาษาของชนชาติที่อยู่ใกล้เคียง
๒. กาลเวลา ภาษาที่ใช้ในแต่ละยุคสมัยมีลักษณะแตกต่างกัน ดังจะเห็นได้จากตัวอักษรในสมัยสุโขทัย มีลักษณะเปลี่ยนไปจากตัวอักษรที่ใช้ในสมัยปัจจุบันมาก
๓. สภาพสังคม สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลงตาม ดังจะเห็นได้จากการติดต่อค้าขายกับนานาชาติ ทำให้เรารับถ้อยคำของภาษาชนชาตินั้น มาใช้เป็นคำยืมในภาษาไทย และสังเกตได้จากภาษาที่ใช้ในกลุ่มคนวัยต่างๆ เช่น วัยรุ่น หรือภาษาที่ใช้ในวงการต่างๆ เช่น วงการกีฬา วงการพระเครื่อง สภาพสังคมของคนในกลุ่มนั้นมีอิทธิพลต่อภาษา ทำให้มีคำเกิดใหม่หรือคำเฉพาะกลุ่มที่คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจความหมาย

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของภาษา
เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของภาษาโดยทั่วไปในปัจจุบัน อาจสรุปได้ว่าภาษามีลักษณะการเปลี่ยนแปลง ๓ ประการ ดังนี้
. การเปลี่ยนแปลงด้านเสียง จำแนกเป็น
๑.๑ การเพิ่มเสียง คือ การเพิ่มเสียงบางเสียงเพื่อให้ออกเสียงได้สะดวกขึ้น หรือมี
เสียงไพเราะขึ้น เช่น
นกสา - นกกระสา ผักเฉด - ผักกระเฉด
นกยาง - นกกระยาง จุ๋มจิ๋ม - กระจุ๋มกระจิ๋ม
๑.๒ การตัดเสียง คือ การที่เสียงบางเสียงในคำถูกตัดไป เช่น
ข้าพระพุทธเจ้า - ข้าพเจ้า อยุธยา - ยุดยา
กระบุง - กะบุง ประปา - ประปา
๑.๓ การสับเสียง คือ กระบวนการที่ทำให้เสียงเดิมสลับที่กันเปลี่ยนแปลง เช่น
ตะกร้า - กะต้า ตะกรุด - กะตรุด
๑.๔ การกลมกลืนเสียง คือ การที่เสียงเปลี่ยนไปตามเสียงที่ใกล้กัน เช่น
อย่างนี้ - อย่างงี้ อย่างไร - อย่างไง
ดินหม้อ - มินหม้อ
๒. การเปลี่ยนแปลงด้านถ้อยคำ ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงด้านถ้อยคำในลักษณะต่างๆ เช่น
๒.๑ การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของคำ โดยเปลี่ยนหน้าที่ของคำจากเดิมไปเป็นอีกหน้าที่หนึ่ง เช่น
วันนี้เธอแต่งตัวป้าจังเลยนะ
คำว่า “ป้า” เดิมทำหน้าที่เป็นคำนาม แต่ในที่นี้ เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ล้าสมัย เชย
๒.๒ การนำชื่อเฉพาะมาใช้เป็นชื่อทั่วไป เช่น
หมอชิต - แต่เดิมบริเวณนั้นเป็นโรงงานผลิตยานัตถุ์ของ นายชิต หรือที่คนทั่วไปเรียก หมอชิต ต่อมาสถานที่แห่งนั้นกลายเป็นสถานีขนส่งสายเหนือ และสถานีปลายทางรถไฟฟ้า ตามลำดับ แต่คนทั่วไปยังเรียนหมอชิตดังเดิม
๒.๓ การยืมคำจากภาษาต่างๆมาใช้ เช่น ฟรี ตั้งไฉ่ เต้าเจี้ยว คอมพิวเตอร์
๓. การเปลี่ยนแปลงด้านประโยค
การเปลี่ยนแปลงด้านประโยคที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ เช่น
๓.๑ การใช้รูปประโยค Passive Voice หรือ กรรมวาจก โดยใช้คำว่า “ถูก” เพื่อ แสดงความหมายในเชิงบวก เช่น ฉันถูกคุณแม่ชมเชย
โครงสร้างประโยคภาษาไทยที่ถูกต้อง ควรเป็น คุณแม่ชมเชยฉัน เมื่อต้องการใช้รูปประโยคกรรมวาจก เพื่อแสดงความหมายในเชิงบวก ควรใช้คำว่า “ได้รับ” เช่น ฉันได้รับคำชมจากคุณแม่
๓.๒ การใช้ประโยคแบบโครงสร้างภาษาอังกฤษ ที่มีคำบอกจำนวนอยู่หน้าคำนามโดยปกติโครงสร้างประโยคภาษาไทยจะมีคำนามอยู่หน้าคำบอกจำนวนนับและลักษณะนาม เช่น กล้วยสองหวี แต่ปัจจุบันภาษาหนังสือพิมพ์ นิยมใช้โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษมาพาดหัวข่าว เช่น
สองโจรบุกปล้นร้านทองเยาวราชกลางวันแสกๆ
แปดผู้ต้องหาเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เมื่อวานนี้

๓.๓ การแปลหน่วยคำทางไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษที่ไม่เกี่ยวข้องกับความหมาย เช่น ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย There is, There are, It is และประโยคที่ใช้คำว่า with
ตัวอย่าง
มันเป็นความจำเป็นที่ฉันต้องทำงานนี้ (โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ)
ฉันจำเป็นต้องทำงานนี้ (โครงสร้างประโยคภาษาไทย)
ฉันพบตัวเองอยู่ในห้องนี้เพียงคนเดียว (โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ)
ฉันอยู่ในห้องนี้เพียงคนเดียว (โครงสร้างประโยคภาษาไทย)
สมศรีเดินมาหาฉันพร้อมกับหอบหนังสือหลายเล่ม (โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ)
สมศรีหอบหนังสือหลายเล่มเดินมาหาฉัน (โครงสร้างประโยคภาษาไทย)

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเปลี่ยนแปลงทางภาษา
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในยุคปัจจุบัน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษาหลายประการ เช่น
๑. รูปแบบการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร มีความหลาหลายมากขึ้น เช่น การใช้ภาษาในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ วิทยุติดตามตัว
๒. ภาษาอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลในการสื่อสาร ทั้งในด้านเสียง คำ การสร้างคำ และการเรียบเรียงประโยค
๓. เกิดคำศัพท์ใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากคำภาษาอังกฤษ
๔. ภาษามีการเกิดขึ้นและเลิกใช้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น คำบางคำอาจจะ “ตกสมัย” หรือ “พ้นสมัย” โดยที่ผู้ใช้ภาษาไม่ทันรู้ตัว

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภาษา
ผู้รู้ทางภาษาไทยหลายท่านตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยว่าไม่แน่ใจว่าภาษาของชาติกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญหรือทางเสื่อม เรื่องที่น่าเป็นห่วง คือ การใช้คำคะนองจนไม่รู้จักกาลเทศะ ใช้คำไม่สุภาพ และขาดรสนิยมในการใช้ภาษา ดังนั้น เพื่อให้ภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี นักเรียนในฐานะที่เป็นผู้ใช้ภาษาควรใส่ใจเลือกใช้ภาษาให้ถูกต้องและไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล ก่อนที่จะใช้ภาษาที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หากนักเรียนจะสร้างสรรค์คำใหม่ขึ้นมาใช้สื่อสาร ก็ควรสร้างสรรค์ถ้อยคำให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทยด้วย

ความสัมพันธ์ของประโยค

ในการสื่อสารความคิดออกมาเป็นภาษา บางครั้งก็เป็นข้อความสั้นๆ เพียง ๑ – ๒ ประโยคแต่บางครั้งก็เป็นข้อความยาวหลายประโยคต่อเนื่องกัน ข้อความที่ต่อเนื่องกันหลายประโยคนี้มีความสัมพันธ์กันหลายลักษณะ ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนรู้ในบทนี้

ลักษณะความสัมพันธ์ของประโยค
๑. ประโยคสัมพันธ์กันทางเวลา ประโยคสัมพันธ์ในลักษณะนี้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียวกัน หรือต่อเนื่องกัน
ตัวอย่าง
น้องร้องเพลง ขณะที่อาบน้ำ (เหตุการณ์เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน)
พอคุณพ่อกลับมาถึงบ้าน ก็ขับรถ ออกไปอีก (เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน)
๒. ประโยคสัมพันธ์กันทางเหตุผล ประโยคสัมพันธ์ในลักษณะนี้ ประโยคหนึ่งแสดงสาเหตุทำให้เกิดผลของอีกประโยคหนึ่ง หรือประโยคหนึ่งเป็นเงื่อนไขให้เกิดอีกประโยคหนึ่ง
ตัวอย่าง
สมศรีชอบเล่นกีฬา เธอจึงมีสุขภาพดี (ประโยคแสดงสาเหตุและผล)
ถ้าเธออ่านหนังสือ ก็คงไม่สอบตก (ประโยคแสดงเงื่อนไขและผล)
๓. ประโยคสัมพันธ์กันโดยความหมายทำนองเดียวกัน ประโยคสัมพันธ์ลักษณะนี้ แต่ละประโยคกล่าวถึงสิ่งที่มีความหมายเดียวกัน หรือเป็นประเภทเดียวกัน มีเนื้อความคล้อยตามกันหรือเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน
ตัวอย่าง
เศวตเป็นคนคล่องแคล่ว และ ขยัน (ใช้คำบอกลักษณะเหมือนกัน)
นทีชอบ ดนตรีไทยแต่ก็ไม่รังเกียจ ดนตรีพื้นบ้าน (ใช้คำที่มีความหมายเดียวกัน)
ณัฐฤทัยเล่นดนตรีเสร็จแล้ว ก็ กลับบ้าน (ใช้คำที่แสดงเหตุการณ์ต่อเนื่อง)
๔. ประโยคสัมพันธ์กันโดยมีความหมายขัดแย้งกัน ประโยคสัมพันธ์กันลักษณะนี้ประโยคหนึ่งกล่าวถึงสิ่งตรงข้ามกับอีกประโยคหนึ่ง หรือมีเนื้อความขัดแย้งกับอีกประโยคหนึ่ง
ตัวอย่าง
เศวตนอนตื่นเช้า แต่นทีนอนตื่นสาย (ใช้คำแสดงลักษณะตรงข้ามกัน)
ณัฐฤทัยไปเชียงใหม่แต่อาทิตยาไปชุมพร (ใช้คำแสดงเนื้อความขัดแย้งกัน)
๕. ประโยคสัมพันธ์กันโดยการขยายความ ประโยคสัมพันธ์กันลักษณะนี้ ประโยคหนึ่งจะขยายความอีกประโยคหนึ่ง โดยการให้ตัวอย่าง เปรียบเทียบ อธิบาย ให้รายละเอียด สรุปความ หรือเน้นความให้ชัดเจน
ตัวอย่าง
เศวตชอบทานขนมหวาน เขาชอบกินช็อกโกแลต
(ประโยคหลังขยายความประโยคแรกโดยแสดงตัวอย่าง)
พนักงานแนะนำสินค้าโดยพาไปที่ชั้นวางของ
(ประโยคหลังขยายความประโยคแรกแสดงวิธีการ)
ตอนนี้เชียงใหม่อากาศไม่หนาวหรอก กำลังอุ่นสบายทีเดียว
(ประโยคหลังขยายความประโยคแรกโดยเน้นความ)
. ประโยคสัมพันธ์กันโดยการให้เลือกตัวเลือก ประโยคสัมพันธ์กันลักษณะนี้แต่ละ
ประโยคจะแสดงเหตุการณ์ที่สามารถเลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่าง
ไม่เขา ก็เธอ ควรไปขอโทษสุดา
เวลาว่างฉันชอบอ่านหนังสือ หรือไม่ก็นอนฟังเพลง
ในการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ของประโยค หากนักเรียนนำความรู้เรื่องความสัมพันธ์ของคำซึ่งนักเรียนรู้มาแล้วในช่วงชั้นก่อน มาใช้เป็นหลักสังเกตว่าประโยคที่สัมพันธ์กันนั้นมีการละคำ แทนคำ หรือมีคำสัมพันธ์กันอย่างไร ก็จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจความสัมพันธ์ของประโยคชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้นักเรียนควรสังเกตการใช้คำเชื่อม เพื่อบอกความสัมพันธ์ของประโยคในลักษณะต่างๆกัน เพราะหากใช้คำเชื่อมไม่ถูกต้อง จะทำให้ความสัมพันธ์ของประโยคเปลี่ยนแปลงไป

การใช้คำเชื่อมแสดงความสัมพันธ์ของประโยค
๑. การแสดงความสัมพันธ์ในลักษณะคล้อยตามกัน คำเชื่อมที่แสดงความสัมพันธ์ของประโยคในลักษณะนี้ เช่น และ, กับ, แล้ว, แล้ว...จึง, พอ...ก็, ครั้น...ก็, ถ้า...ก็
ตัวอย่าง
พอทำการบ้านเสร็จ ฉันก็เข้านอน
ถ้าเขาได้ดี ฉันก็ดีใจด้วย
คุณแม่ทำกับข้าว และร้องเพลง
๒. การแสดงความสัมพันธ์ในลักษณะขัดแย้งกัน คำเชื่อมที่แสดงความสัมพันธ์ของประโยคในลักษณะนี้ เช่น แต่, แต่ว่า, กว่า...ก็, ถึง...ก็
ตัวอย่าง
เขาร้องเพลงได้ดี แต่เขาไม่ชอบร้อง
กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้
ถึงเขาจะจากไป เขาก็ยังอยู่ในใจฉัน
๓. การแสดงความสัมพันธ์ในลักษณะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คำเชื่อมที่แสดงความสัมพันธ์ของประโยคในลักษณะนี้ เช่น หรือ, มิฉะนั้น, หรือไม่ก็, ไม่เช่นนั้น, มิฉะนั้น
ตัวอย่าง
แก้วหรือขวัญต้องทำโครงงานให้เสร็จ
เธอควรจะพักสายตา หรือไม่ก็ออกไปเดินเล่น
เธอต้องทำงานนี้ มิฉะนั้นฉันจะทำเอง
๔. การแสดงความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นเหตุเป็นผล คำเชื่อมที่แสดงความสัมพันธ์ของประโยคในลักษณะนี้ เช่น เพราะ...จึง, เพราะว่า, เพราะฉะนั้น, เพราะฉะนั้น...จึง
ตัวอย่าง
เพราะเขาตั้งใจเรียน เขาจึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ผงเข้าตาฉัน เพราะฉะนั้น ฉันจึงมองไม่เห็น
เขาขยันทำงาน จึงได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นของบริษัท
๕. การแสดงความสัมพันธ์ในลักษณะคาดคะเน คำเชื่อมที่แสดงความสัมพันธ์ของประโยคในลักษณะนี้ เช่น ถ้า...ก็
ตัวอย่าง
ถ้าฉันทำงานเสร็จ ฉันก็จะไปดูหนังกับเธอ
ถ้ารู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดี ฉันก็จะไม่รักเขา
การใช้คำเชื่อมในลักษณะที่กล่าวมานี้ เป็นคำเชื่อมที่ใช้เชื่อมความ หรือที่เรียกว่าคำสันธาน แต่ไม่ใช่เป็นคำเชื่อมที่ใช้เชื่อมคำ หรือที่เรียกว่า คำบุพบท ดังนั้น ก่อนจะใช้คำเชื่อมจึงควรพิจารณาว่าจะใช้เชื่อมความ หรือใช้เชื่อมคำ เพื่อได้ใช้ให้ถูกต้อง และทำให้ประโยคสื่อความหมายชัดเจน

หลักการใช้คำและกลุ่มคำสร้างประโยคซ้อน

นักเรียนได้เคยศึกษาชนิดของประโยคมาแล้ว ทั้งประโยคความเดียว ประโยคความรวมและประโยคความซ้อน หากนักเรียนสังเกตการใช้ประโยคในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน นักเรียนจะพบว่ามีการนำประโยคต่างชนิดมาใช้ร่วมกัน ทำให้โครงสร้างของประโยคซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น ใช้ประโยคความเดียวร่วมกับประโยคความรวม ใช้ประโยคความรวมร่วมกับประโยคความซ้อน หรือ ใช้ประโยคความรวมร่วมกับประโยคความรวม ใช้ประโยคความซ้อนร่วมกับประโยคความซ้อน การใช้ประโยคหลายชนิดร่วมกันเช่นนี้ ทำให้ประโยคเกิดความสลับซับซ้อน จึงเรียกว่า ประโยคซ้อน
ขอให้นักเรียนสังเกตตัวอย่างประโยคต่อไปนี้
. นิพนธ์สอบตก เพราะไม่ดูหนังสือและขาดเรียน
ประโยคนี้ใช้ประโยคความเดียวร่วมกับประโยคความรวม วิเคราะห์ได้ว่า นิพนธ์
สอบตก เป็นประโยคความเดียว (นิพนธ์) ไม่ดูหนังสือ และ (นิพนธ์) ขาดเรียนเป็นประโยคความรวม
. พ่อและแม่อยากให้ฉันเป็นพยาบาล แต่ฉันอยากเป้นครู.
ประโยคนี้ใช้ประโยคความรวมร่วมกับประโยคความเดียว วิเคราะห์ได้ว่า พ่อและแม่
อยากให้ฉันเป็นพยาบาล เป็นประโยคความรวม ฉันอยากเป็นครู เป็นประโยคความเดียว
. สมศักดิ์กับสมบัติเลิกยาเสพติดได้ เพราะผู้ปกครองและครูช่วยกันดูแล
ประโยคนี้ใช้ประโยคความรวมร่วมกับประโยคความรวม วิเคราะห์ได้ว่า สมศักดิ์กับ
สมบัติเลิกยาเสพติดได้ เป็นประโยคความรวม ผู้ปกครองและครูช่วยกันดูแล เป็นประโยคความรวม
๔. พลายงามกับศรีมาลาต้องหมองใจกัน เพราะสร้อยฟ้าซึ่งเป็นเมียที่สมเด็จพระพันวษาประทานให้ทำเสน่ห์เล่ห์กล
ประโยคนี้ใช้ประโยคความรวมร่วมกับประโยคความซ้อน วิเคราะห์ได้ว่า พลายงามกับศรีมาลาต้องหมองใจกัน เป็นประโยคความรวม สร้อยฟ้าซึ่งเป็นเมียที่สมเด็จพระพันวษาประทานให้ทำเสน่ห์เล่ห์กล เป็นประโยคความซ้อน
. เพลงสมัยใหม่ซึ่งมีความเร้าใจหาฟังได้ง่าย แต่เพลงไทยซึ่งมีความประณีตหาฟังได้ยาก
ประโยคนี้ใช้ประโยคความซ้อนร่วมกับประโยคความซ้อน วิเคราะห์ได้ว่า เพลงสมัยใหม่ซึ่งมีความเร้าใจหาฟังได้ง่าย เป็นประโยคความซ้อน
เพลงไทยซึ่งมีความประรีตหาฟังได้ยาก เป็นประโยคความซ้อน

นอกจากนี้ นักเรียนจะสังเกตได้ว่าประโยคความเดียว ประโยคความรวม หรือ ประโยค
ความซ้อน ที่มีบทขยายขนาดยาวประกอบด้วยกลุ่มคำจำนวนมาก ย่อมทำให้ประโยคมีความซับซ้อนมากขึ้น

ขอให้นักเรียนฝึกสังเกตและวิเคราะห์ประโยคต่อไปนี้
- เทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน เพราะให้ความรู้และความบันเทิง ที่ทำให้เราก้าวทันโลก
- นายพรานยิงลิงป่าซึ่งอยู่บนต้นไม้และอุ้มลูกน้อยแนบอก
- ฉันนั่งดูภาพยนตร์ด้วยความรำคาญคนที่นั่งข้างๆ ซึ่งเคี้ยวขนมเสียงดังอยู่ตลอดเวลา
- นักเรียนจะต้องสอบ NT และสอบ SAT ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำคะแนนไปประกอบการพิจารณา
ดังนั้น ในการใช้ประโยคซ้อน นักเรียนจึงควรสังเกตและพิจารณาทบทวนว่าสื่อความหมาย
ชัดเจนหรือไม่ และไม่ควรใช้ประโยคซับซ้อนมากเกินไปจนผู้รับสารเข้าใจยาก เพราะไม่ทราบว่าใจความหลักที่ต้องการสื่อสารคืออะไร


การใช้ศัพท์บัญญัติ คำทับศัพท์ คำเฉพาะกลุ่ม และคำเฉพาะวงการ
ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนของภาษาไทยทำให้เกิดศัพท์บัญญัติ คำทับศัพท์ คำเฉพาะกลุ่ม และคำในวงการต่างๆ ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาในบทนี้

สาเหตุที่ทำให้เกิดศัพท์บัญญัติ คำทับศัพท์ คำเฉพาะกลุ่ม และคำเฉพาะวงการ
๑. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยจากภายนอก เป็นผลมาจากอิทธิพลของภาษาต่างประเทศ ในอดีตเรายืมคำจากภาษาบาลี สันสกฤต เขมร มาใช้เป็นจำนวนมาก เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปวิทยาการของโลกตะวันตกเจริญขึ้น และเรารับวิทยาการเหล่านั้นเข้ามา จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับภาษาของชาติเหล่านั้นเข้ามาด้วย เห็นได้จากการทับศัพท์ และศัพท์บัญญัติที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
๒. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยจากภายใน เป็นผลมาจากความแตกต่างกันของผู้ใช้ภาษาในด้านต่างๆ ได้แก่ อายุ เพศ ระดับการศึกษา สถานภาพทางสังคม เป็นต้น ปัจจัยดังกล่าวก่อให้เกิดภาษาเฉพาะกลุ่มและคำที่ใช้ในวงการต่างๆ
การใช้ศัพท์บัญญัติ และคำทับศัพท์
เมื่อเรารับวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาใช้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับภาษาต่างประเทศเข้ามาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษ คำศัพท์เหล่านี้ถ้ามีการนำมาบัญญัติเป็นคำไทย เรียกว่า “ศัพท์บัญญัติ” ถ้าใช้ตามภาษานั้น ๆ โดยตรงเนื่องจากยังไม่ได้บัญญัติศัพท์ เรียกว่า “คำทับศัพท์”
หลักเกณฑ์การบัญญัติศัพท์
ราชบัณฑิตยสถานเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีหน้าที่ในการบัญญัติศัพท์เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแลงของสังคม ซึ่งมีการขยายวงศัพท์อย่างกว้างขวางมากขึ้น ราชบัณฑิตยสถานจึงบัญญัติศัพท์ โดยใช้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ
๑. หาคำไทยที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุดมาใช้แทนคำศัพท์ที่ยืมมา เช่น
pattern กระสวน standpoint จุดยืน
electric ไฟฟ้า red cross กาชาด
. ในกรณีที่หาคำไทยมาใช้แทนคำยืมภาษาต่างประเทศไม่ได้ จะใช้คำบาลี สันสกฤต เขมร
มาสร้างเป็นศัพท์ใหม่ โดยอาจจะประสมคำไทย หรืออาจจะใช้คำบาลี สันสกฤต ล้วนๆ ก็ได้ เช่น
television โทรทัศน์ (tele = โทร แปลว่า ไกล , vision = ทัศน์ แปลว่า เห็น)
microscope จุลทรรศน์ (micro = จุล แปลว่า เล็ก น้อย, scope = ทรรศน์ แปลว่า มองเห็น )
. ในกรณีที่หาคำบาลี สันสกฤต เขมร มาบัญญัติศัพท์ใหม่ไม่ได้ จะใช้การทับศัพท์ เช่น
cross – stitch คลอสสติตซ์
night club ไนต์คลับ
sweater สเวตเตอร์
หลักเกณฑ์การทับศัพท์
ราชบัณฑิตยสถาน “หลักเกณฑ์การทับศัพท์” ขึ้น โดยอธิบายหลักการทับศัพท์ภาษาต่างๆ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน รัสเซีย ญี่ปุ่น อาหลับ และมลายู
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีอิทธิพลอย่างยิ่ง ในปัจจุบันมีการนำคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษมาใช้เป็นจำนวนมาก หลักการเบื้องต้นในการทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่นักเรียนควรสังเกตคือการเทียบเสียงพยัญชนะ และ สระ ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบเสียงพยัญชนะโดยสังเขป
พยัญชนะภาษาอังกฤษ พยัญชนะภาษาไทย ตัวอย่าง

พยัญชนะภาษาอังกฤษ พยัญชนะภาษาไทย ตัวอย่าง

b
c
ch
d
f
g

h
j
k

l
m
n
p


ph

q
r
s


t
th

v
w
x
y
z






จ,ก



ค,ก




พ,ป






ซ , ส , ช











base เบส
cat แคต
Chicago ชิคาโก
Desd Sea เดดซี
fox ฟอกซ์
engineer เอนจิเนียร์
galaxy กาแล็กซี
haematite ฮีมาไทด์
Jim จิม
Kansas แคนซัส
York ยอร์ก
locket ล็อกเกต
micro ไมโคร
nucleus นิวเคลียส
parabola พาราโบรา
capsule แคปซูล
phosphorus ฟอสฟอรัส
Qatar กาตาร์
radium เรเดียม
silicon ซิลิคอน
sweden สวีเดน
Lagos ลากอส
trombone ทรอมโบน
thorium ทอเรียม

volt โวลต์
white ไวต์
xenon ซีนอน
Yale เยล
Zone โซน

ตารางเทียบเสียงสระโดยสังเขป
สระภาษาอังกฤษ
สระภาษาไทย
ตัวอย่าง
a


e


i



o



u

แอ
อะ
อา
เอ
ออ
อี
เอ
อิ
เอะ
อิ
อี
ไอ
โอ
ออ
อะ
อู
อะ
อิ
อุ
อู

อี

badminton แบดมินตัน
aluminium อะลูมิเนียม
Chicago ชิคาโก
Asia เอเชีย
football ฟุตบอล
Sweden สวีเดน
Lebanon เลบานอน
Electronics อิเล็กทรอนิกส์
Mexico เม็กซิโก
King คิง
Ski สกี
Liberia ไลบีเรีย
Cairo ไคโร
Tom ทอม
Washington วอชิงตัน
Today ทูเดย์
Hungary ฮังการี
Cuba คิวบา
Lilliput ลิลลิพุต
Kuwait คูเวต
Uranium ยูเรเนียม
busy บีซี



คำเฉพาะกลุ่ม และคำเฉพาะวงการ

คำเฉพาะกลุ่ม หมายถึง คำที่ใช้ในกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มผู้สูงอายุ หรือภาษาถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาส่วย ภาษาไทพวน ภาษายะกูร ฯลฯ ส่วนคำในวงการ หมายถึง คี่ใช้พูดหรือสื่อสารกันเป็นที่เข้าใจเฉพาะวงการนั้นๆ หรือในกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเดียวกันคำเหล่านี้อาจจะเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ คำที่สร้างขึ้นใหม่หรืออาจจะสร้างสำนวนใหม่ๆ ขึ้นใช้ก็ได้ ในกรณีที่มีการกำหนดศัพท์ที่ใช้ในวงการนั้นอย่างเป็นทางการเรียกว่า “ศัพท์เทคนิค”
หลักการใช้คำเฉพาะกลุ่ม
๑. ควรทำความเข้าใจความหมายของคำๆนั้นให้ชัดเจน เพราะคำๆหนึ่งอาจมีความหมายแตกต่างไป เมื่อปรากฏใช้ในต่างกลุ่มชน เช่น คำว่า “รักษา” ในภาษาไทยมาตรฐานหมายถึงเยียวยารักษา ดูแลอาการไข้ หรือเจ็บป่วยให้หายเป็นปกติ แต่ในภาษาไทยถิ่นใต้หมายถึง “เลี้ยง” เช่น รักษาเป็ด รักษาไก่ รักษาหมู หมายถึง เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู
๒. ภาษาเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่าคำคะนอง หรือสแลง เป็นคำมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่นานก็เสื่อมความนิยมและเลิกใช้ไปในที่สุด การใช้คำกลุ่มนี้ต้องเข้าใจว่าใช้เพื่อทำให้เกิดความหมายเชิงอารมณ์ ทำให้ภาษามีสีสัน มากกว่าเพื่อสื่อความหมายที่ชัดเจน เนื่องจากคำคะนองนั้น บางครั้งก็ไม่สามารถบอกความหมายที่แท้จริงได้ เพราะใช้ตามกันมาในสถานการณ์ที่กลุ่มกำหนดขึ้น จนกลายเป็นระบบภาษาของกลุ่มตน เช่น
โก๊ะกัง เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง ไม่ดี ต่ำ น่าตลก ขบขัน ขยายได้ทั้งคำนาม และคำกริยาได้ทุกคำ ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น หล่อนอย่าทำตัว โก๊ะกัง ได้ไหม เป็นต้น
กิ๊ก เป็นคำนาม หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่มีมากกว่าเพื่อน แต่ไม่ถึงขั้นการเป็นคู่รัก
เด็กแนว เป็นคำนาม หมายถึง เด็กรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า
หลักการใช้คำเฉพาะวงการ
๑. คำเฉพาะวงการเป็นศัพท์พิเศษที่คนนอกวงการอาจจะไม่เข้าใจ ในกรณีที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับวงการต่างๆ จึงจำเป็นต้องศึกษาวงคำศัพท์ในวงการต่างๆ ให้ถ่องแท้ เพื่อที่การสื่อสารนั้นจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น
แขวนนวม เป็นศัพท์ที่พบในวงการกีฬา ใช้กับนักมวยที่เลิกอาชีพต่อยมวย
แขวนไมค์ เป็นศัพท์ที่พบในวงการบันเทิง หมายถึง นักร้องที่เลิกร้องเพลง
. ศัพท์เฉพาะวงการคำบางมีความหมายโดยนัย การรู้ความหมายตรงอย่างเดียว อาจไม่
เพียงพอ จึงจำต้องทารบว่าคำๆ นั้นมีความหมายไปในเชิงบวก หรือเชิงลบ เพื่อจะได้เลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม เช่น “แรงซื้อ” เป็นศัพท์ในวงการหุ้น หมายถึงมีปริมาณการซื้อขายมากเช่นเดียวกับคำว่า “ติดเพดาน” ทั้งสองคำนี้มีความหมายในเชิงบวก แต่เราจะไม่ใช้คำว่า “ปั้นหุ้น” อย่างเด็ดขาด แม้ว่าจะหมายถึง มีปริมาณการซื้อขายมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีความหมายในเชิงลบเพราะการปั่นหุ้น คือ การทำให้หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีปริมาณการซื้อขายมากขึ้น หรือลดลงผิดปกติเพื่อหวังเก็งผลกำไรในภายหลัง
. ศัพท์เฉพาะวงการบางคำ ได้มีการนำมาใช้ในสังคมจนเป็นที่ยอมรับ ไม่จำกัดอยู่เพียง
วงการใดวงการหนึ่งเท่านั้น เช่น
“ชง” ใช้ในวงการกีฬาเซปักตะกร้อ หมายถึง การเตะเพื่อตั้งลูกตะกร้อให้เพื่อนร่วมทีมเตะลงในแดนของคู่ต่อสู้ นำมาใช้ในความหมายว่า จัดการต่อ หรือทำต่อให้สำเร็จ เช่น “ถ้าเรื่องนั้นผ่านมา คุณก็ชงให้ผมด้วย”
“ดึงเกม” ใช้ในวงการกีฬา หมายถึง การกระทำใดๆ เพื่อถ่วงเวลาการแข่งขัน นำมาใช้ในความหมายว่า ทำให้เห็นเรื่องล่าช้า เช่น “ฝ่ายค้านมัว ดึงเกม ไม่ยอมให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านสภา”

การศึกษาเรื่องศัพท์บัญญัติ คำทับศัพท์ คำเฉพาะกลุ่ม และคำเฉพาะวงการ ทำให้นักเรียนเห็นความเปลี่ยนแปลงของภาษาอย่างชัดเจน และใช้ในการสื่อสารได้ถูกต้อง