....รายวิชา ท 43101 ภาษาไทย....  

คำอธิบาย

รายวิชา

การอ่านเรื่องต่างๆ อย่างเข้าใจ โดยการแปลความ ตีความ ขยายความ วิเคราะห์ วิจารณ์ การใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างหลากหลายเป็นเครื่องมือพัฒนาสมรรถภาพการอ่านและการเรียนรู้ การอ่านหนังสือประเภทต่างๆ และการวิเคราะห์เนื้อหา รูปแบบ คุณค่าด้านวรรณศิลป์และสังคมรวมทั้งการวิจารณ์และประเมินค่า การท่องจำบทอาขยาน บทประพันธ์ที่มีคุณค่าและประทับใจไปใช้ในการสื่อสารการอ้างอิงและการอ่านทำนองเสนาะ การเลือกอ่านหนังสือและสื่อสารสนเทศทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อ และการทำงาน มารยาทในการก่าน การปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และสุขลักษณะในการอ่านหนังสือ การใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ การใช้ห้องสมุดหรือแหล่งเรียนรู้แสวงหาความรู้
เขียนสะกดคำได้ถูกต้องตามอักขรวิธี รู้จักเลือกใช้คำได้ตรงความหมาย ในการเรียบเรียงประโยคเพื่อการสื่อสาร โดยใช้กระบวนการเขียนพัฒนางานเขียน เขียนเชิงวิชาการ มีมารยาทในการเขียน และนิสัยรักการเขียน
การเลือกฟัง เลือกดูสิ่งที่เป็นความรู้ และความบันเทิงอย่างมีวิจารณญาณนำความรู้จากการฟังและดูสื่อรูปแบบต่าง ๆ มาใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจและแก้ปัญหา พูดโน้มน้าวใจ พูดแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ วิจารณ์โดยใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสม มีเหตุผล มีกิริยาท่าทางที่เหมาะสมตามหลักการพูด มีมารยาทการฟัง การดูและการพูด
ศึกษาธรรมชาติของภาษา พลังของภาษาและลักษณะของภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาอิทธิพลของภาษาถิ่น และภาษาต่างประเทศที่มีภาษาไทย การใช้ทักษะทางภาษาและเทคโนโลยีการสื่อสารในการพัฒนาความรู้ อาชีพ และการดำเนินชีวิต การใช้ภาษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ การใช้ภาษาให้ถูกต้องตามระดับภาษา สอดคล้องกับวัฒนธรรม และมีคุณธรรมการใช้ภาษาของกลุ่มบุคคลในวงการต่างๆ ในสังคม แต่งบทร้อยกรองประเภทร่าย ด้วยถ้อยคำไพเราะแสดงออกทางอารมณ์และคุณค่าทางความคิด ศึกษาและรวบรวมวรรณกรรมพื้นบ้านโดยวิเคราะห์คุณค่าด้านภาษาและสังคม
การอ่านกวีนิพนธ์ประเภทกาพย์ กลอน ร่าย โคลง ฉันท์ ลิลิต บทละคร และบทกวีร่วมสมัยการอ่านวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี และบทความ โดยใช้หลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น ศึกษาประวัติวรรณคดีและวรรณกรรมในสมัยธนบุรี และถึงสมัยรัชการที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และวิวัฒนาการทางวรรณคดีและวรรณกรรม เข้าใจโลกทัศน์และวิถีชีวิตของคนไทยจากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม

ผลการเรียนรู้

ที่คาดหวัง

๑). อ่านหนังสือประเภทต่าง ๆ อย่างเข้าใจ ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ ตีความ แปลความ ขยายความเรื่องที่อ่านอย่างมีวิจารณญาณ วิเคราะห์เนื้อหา รูปแบบ คุณค่า ด้านวรรณศิลป์และสังคม รวมทั้งการวิจารณ์ และประเมินค่าเรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผล มีมารยาทในการอ่าน มีนิสัยรักการอ่าน และสุขลักษณะในการอ่านหนังสือ ใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ ใช้ห้องสมุดหรือแหล่งเรียนรู้ในการแสวงหาความรู้ มีหลักการเลือกอ่านหนัง และสื่อสารสนเทศ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ นำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อและการทำงานท่องจำบทประพันธ์ที่มีคุณค่าและประทับใจ ไปใช้ในการสื่อสาร การอ้างอิงและอ่านทำนองเสนาะ
๒). เขียนสะกดคำถูกต้องตามอักขรวิธี และเลือกคำในการเขียนได้ตรงความหมายเรียบเรียงคำเป็นประโยคได้ถูกต้องและถูกระดับภาษา เขียนเชิงวิชาการ โดยใช้กระบวนการเขียนพัฒนางานเขียน มีมารยาทและมีนิสัยรักการเขียน
๓). เข้าใจธรรมชาติของภาษา พลังของภาษาและลักษณะของภาษาไทย ใช้คำและกลุ่มคำสร้างประโยคประเภทต่างๆ ได้ตรงความหมายและชัดเจนตามจุดประสงค์ของการสื่อสาร
๔). ศึกษารวบรวมวรรณกรรมพื้นบ้าน ศึกษาความหมายของภาษาถิ่น สำนวน ภาษิตที่มีในวรรณกรรมพื้นบ้าน และวิเคราะห์คุณค่าทางด้านภาษาและสังคม
๕). แต่งบทร้อยกรองประเภทต่าง ๆ ตามความถนัดและความสนใจ โดยใช้ถ้อยคำไพเราะแสดงออกทางอารมณ์และคุณค่าทางความคิด อ่านกวีนิพนธ์ประเภทกาพย์ กลอน โคลง บทละคร และบทกวีร่วมสมัยโดยใช้หลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น พิจารณาเรื่องที่อ่าน วิเคราะห์องค์ประกอบของงานประพันธ์และประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ด้านสังคมและนำไปใช้ในชีวิตจริง
๖). วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่มีส่วนให้เกิดวรรณคดีและวรรณกรรมสมัยธนบุรีถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วิวัฒนาการทางวรรณคดีและวรรณกรรมเข้าโลกทัศน์และวิถีชีวิตของคนไทยจากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม
๗). เลือกฟัง เลือกดูสิ่งที่เป็นความรู้และความบันเทิงอย่างมีวิจารณญาณ ความรู้จากการฟังและการดูสื่อรูปแบบต่าง ๆ มาใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจและแก้ปัญหาโดยมีมารยาทในการฟังและดู
๘). พูดโน้มน้าวใจโดยมีมารยาทในการพูด
หน่วยที่1 การอ่านหนังสือและสื่อที่หลากหลาย
 
การอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้า
การอ่านหนังสือและวัสดุการอ่านต่างๆ เพื่อการศึกษาค้นคว้า เป็นการอ่านที่ต้องใช้ความพยายามในการฝึกฝนตนเอง และใช้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องดังนี้
๑. ความรู้เกี่ยวกับแหล่งการเรียนรู้
นอกจากห้องสมุดแล้ว แหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญอีกแหล่ง คือ อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็น
ศูนย์กลางการศึกษาวิทยาการที่นักเรียนสามารถสืบค้นมาอ่านได้อย่างไม่สิ้นสุด
๒. ความรู้เกี่ยวกับหนังสือและสื่อการอ่าน
ผู้อ่านจำเป็นต้องรู้จักส่วนต่างๆ ของหนังสือช่วยให้การอ่านเป็นไปด้วยความรวดเร็วและ
ได้ประโยชน์ตามต้องการ หนังสือที่ผู้เขียนตั้งใจให้เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ มีส่วนประกอบต่างๆ หนังสือทางวิชาการแบ่งออกเป็นปก สารบัญ เนื้อหา และรายการอ้างอิง หากต้องการทราบว่าหนังสือเล่มนั้นมีเนื้อหาอะไรบ้าง อ่านได้จากสารบัญหากหนังสือเล่มนี้มีดรรชนี จะทำให้นักเรียนค้นคว้าเรื่องราวในหนังสือได้ละเอียดและเร็วกว่าการอ่านสารบัญ แต่หากนักเรียนอ่านส่วนที่เป็นรายการอ้างอิงท้ายเล่ม ก็จะช่วยให้นักเรียนสามารถตรวจสอบความรู้ที่กล่าวถึงในเรื่องและศึกษาเพิ่มเติมได้
นอกจากหนังสือเล่มแล้วควรมีความรู้เกี่ยวกับวัสดุอ่านรูปแบบอื่นๆ ที่ให้ข้อมูลและเนื้อหาสาระที่แตกต่างไปจากหนังสือ ดังนี้
๒.๑ วารสารและหนังสือพิมพ์ มีกำหนดออกเป็นประจำ วารสารทางวิชาการมีบทความที่ให้ความรู้ใหม่ ๆ ในสาขาวิชาเรื่องราวเกี่ยวกับการวิจัยค้นคว้า ทดลอง หรือ ความก้าวหน้าที่ยังไม่เคยตีพิมพ์มาก่อนในหนังสือ หนังสือพิมพ์ออกเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ให้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์
๒.๒ วัสดุพิเศษ ได้แก่ จุลสาร ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ที่กล่าวถึงเรื่องใดอย่างหนึ่งจบสมบูรณืภายในเล่ม สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ วัสดุประเภทที่ใช้อ่าน ดู หรือฟัง เช่น ไมโครฟิล์ม รูปภาพ แผนที่ ภาพนิ่ง ภาพเลื่อน ภาพโปร่งใส ภาพยนตร์ ซีดีรอม (CD-Rom) เป็นต้น วัสดุพิเศษเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เสริมการอ่านและการค้นคว้าได้เป็นอย่างดี
๓. ความรู้เกี่ยวกับภาษา
ผู้อ่านจะต้องมีพื้นบานทางภาษาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหลักภาษามาใช้เป็นหลักในการวิเคราะห์ถ้อยคำสำนวน เพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนและถูกต้อง
๔. ความรู้เกี่ยวกับวีการอ่าน
ลักษณะการอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้า การค้นคว้าหาความรู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่จึงเป็นการอ่านในใจ ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาความได้เร็วกว่า อ่านออกเสียงหลักสำคัญของการอ่านในใจก็คือ ความแม่นยำในการติดตามตัวหนังสือ ผู้อ่านจึงจำเป็นต้องฝึกทักษะการอ่านเร็ว จึงจะสามารถรวบรวมใจความสำคัญได้ครบถ้วน นอกจากนี้ จะต้องนำใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปความรู้ที่ได้รับ

ขั้นตอนการอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้า
๑. การสำรวจสื่อที่ต้องการอ่านอย่างรวดเร็ว
๒. การอ่านเนื้อหาอย่างละเอียด
๓. การจดบันทึกข้อมูล
๔. การอ่านส่วนอ้างอิง
๕. การอ่านทบทวน

ระดับการอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้า
๑. ระดับการอ่านอย่างเข้าใจ ผู้อ่านจะต้องอ่านหนังสือได้คล่องอย่างรวดเร็วและเข้าใจความหมายของเรื่องที่อ่าน
๒. ระดับการอ่านอย่างวิเคราะห์ ต้องใช้การอ่านอย่างละเอียด
๓. ระดับการอ่านอย่างสังเคราะห์ เป็นระดับการอ่านที่จำเป็นในการศึกษาระดับสูงขึ้นจะต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม
๔. ระดับการอ่านอย่างประเมินค่า เป็นการอ่านที่ต้องผสมผสานการอ่านทั้ง ๓ ระดับ เพื่อใช้พิจารณาคุณค่าที่แท้จริงของหนังสือวิชาการที่อ่าน


การสรุปความ แปลความ ตีความ และการขยายความ

เดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน การแปลความจะไม่คำนึงถึงรูปแบบแผนเดิมของข้อความเลย
ความสามรถในการแปลความหมาย เป็นพื้นฐานของความสามารถในการตีความการขยายความ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การการสรุปความ
การสรุปความ คือ การจับประเด็นสำคัญจากเรื่องที่อ่านหรือฟัง หรือดูสื่อต่างๆ ผู้อ่านผู้ฟังหรือดูจะต้องสามารถวิเคราะห์สาระสำคัญของเรื่องนั้นๆได้ว่าคืออะไร ต้องการเน้นเรื่องใด
การอ่านแปลความ
การอ่านแปลความ คือ การเปลี่ยนแปลงจากความหนึ่งไปสู่อีกความหนึ่ง โดยแปลงเรื่องที่ได้อ่านหรือได้ฟังออกมาเป็นคำพูดใหม่หรือเป็นถ้อยคำใหม่ โดยยังรักษาเนื้อหาและความสำคัญของเรื่องสังเคราะห์ และการประเมินค่า ถ้าอ่านหรือฟังแล้วแปลความผิดไปจากเนื้อความเดิม ก็จะทำให้การตีความขยายความ หรืออื่นๆ ผิดไปด้วย
การแปลความหมายมีหลายรูปแบบ ดังนี้
(๑) แปลคำศัพท์เฉพาะให้เป็นภาษาธรรมดา เป็นการแปลความหมายจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่ง เช่น ทรงพระดำเนิน = เดิน โจทก์ = ผู้ฟ้อง
(๒) แปลข้อความเดิมที่เป็นสำนวนโวหารเป็นข้อความใหม่ที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงให้เป็นภาษาอีกระดับหนึ่ง เช่น
- ปืนใหญ่ถล่มหงส์แดงยับ ๓ - ๑
แปลความได้ว่าทีมฟุตบอลอาร์เซนอลเอาชนะทีมฟุตบอลลิเวอร์พูลได้ ๓ ประตู
(๓) แปลสำนวน สุภาษิต คำพังเพย หรือคำร้อยกรอง คำภาษาบาลีสันสกฤตที่ไทยนำมาใช้ให้เป็นภาษาสามัญ หรือในทางกลับกัน เช่น
ธม?โม หเว รก?ขติ ธม?มจาริ? แปลความได้ว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
พิศพักตร์ผ่องเพียงบุหลันฉาย แปลความได้ว่า ใบหน้าผุดผ่องราวกับแสงจันทร์
ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แปลความได้ว่า มีวิชาความรู้มากแต่ไม่สามารถพาตนเองให้
รอดพ้นจากความหายนะและภัยพิบัติได้
(๔) แปลเครื่องหมายต่างๆ เช่น
? แปลว่า เพศชาย
? แปลว่า เพศหญิง
> แปลว่า มากกว่า


การอ่านตีความ

การอ่านตีความ คือ การอ่านที่ผู้อ่านจะต้องใช้สติปัญญาตีความหมายของคำและข้อความทั้งหมด โดยพิจารณาถึงความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝงที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อความหมาย ซึ่งทั้งนี้ผู้อ่านจะสามารถตีความหมายของคำสำนวนได้ถูกต้องหรือไม่นั้นจำเป็นต้องอาศัยเนื้อความแวดล้อมของข้อความนั้นๆ บางครั้งต้องอาศัยความรู้หรือประสบการณ์ปัจจุบันเป็นเครื่องช่วยตัดสิน
การอ่านตีความมีหลักเกณฑ์ในการอ่านดังนี้
(๑) อ่านเรื่องที่ตีความนั้นให้ละเอียด แล้วพยายามจับประเด็นสำคัญให้ได้
(๒) ขณะที่อ่านต้องพยายามคิดหาเหตุผล และใคร่ครวญอย่างรอบคอบ และนำมาประมวลเข้ากับความคิดของตนเองว่า ข้อความหรือเรื่องนั้นมีความหมายถึงสิ่งใด
(๓) พยามยามทำความเข้าใจกับถ้อยคำที่เห็นว่ามีความสำคัญ และจะต้องไม่ลืมตรวจดูบริบท (context) ด้วยว่า บริบทหรือสิ่งแวดล้อมนั้นได้กำหนดความหมายของคำนั้นอย่างไร
(๔) ต้องระลึกไว้เสมอว่า การตีความไม่ใช่การถอดคำประพันธ์ เพราะการตีความเป็นการจับเอาแต่ใจความสำคัญ และคงไว้ซึ่งคำของข้อความเดิม
(๕) การเขียนเรียบเรียงถ้อยคำที่ได้จากการตีความนั้น จะต้องให้มีความหมายชัดเจน
(๖) การตีความไม่ว่าจะเป็นการตีความเกี่ยวกับเนื้อหา หรือเกี่ยวกับน้ำเสียงก็ตามเป็นการตีความตามความรู้ ความคิดและประสบการณ์ของผู้ตีความเอง ดังนั้นผู้อื่นจึงอาจจะไม่เห็นพ้องด้วยก็ได้
ตัวอย่างการอ่านตีความ
“ เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง ”
ตีความได้ว่า จะทำอะไรควรดูฐานะของตน ไม่ควรเอาอย่างคนที่มีฐานะดีกว่าเรา
พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า
น ปุป?ผคน?โธ ปฏิวาตเมติ
น จน?ทนตารมล?ลิกา วา
สตญ?จ ทิสา สป?ปริโส ปวายติ
แปลความได้ว่า กลิ่นหอมของดอกไม้ ทวนลมขึ้นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา หรือกลิ่นมะลิวัลย์ แต่กลิ่นของคุณงามความดีของคนย่อมหอมหวนทวนลมขึ้นไปได้ และย่อมหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ
ตีความได้ว่า คุณงามความดีของคน หอมยิ่งกว่ากลิ่นดอกไม้และกลิ่นหอมใดๆ

การอ่านเพื่อขยายความ
การอ่านเพื่อขยายความ คือ การอ่านเพื่อนำมาอธิบายเพิ่มเติมให้มีความละเอียดเพิ่มมากขึ้นจากเนื้อความเดิม ทั้งนี้การอ่านเพื่อขยายความสามารถใช้วิธีการยกตัวอย่างประกอบ หรือมีการอ้างอิง เปรียบเทียบเพื่อให้ได้เนื้อความที่กว้างขวางออกไปจนเป็นที่เข้าใจยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้


การวิเคราะห์องค์ประกอบของวรรณคดีและวรรณกรรม
วรรณคดีร้อยกรอง

๑. รูปแบบคำประพันธ์ หมายถึง ลักษณะร่วมของงานประพันธ์อันเป็นวิถีทางที่ผู้ประพันธ์เลือกใช้ในการนำเสนอเนื้อหาไปสู่ผู้อ่านรูปแบบคำประพันธ์ได้ เช่น กาพย์ กลอน โคลง ร่าย ฉันท์ เป็นต้น ลักษณะคำประพันธ์แต่ละชนิด กวีจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาได้ดังนี้
๑.๑ กาพย์ เป็นคำประพันธ์ที่กวีมักใช้แต่งเป็นทำนองเล่าเรื่อง
๑.๒ กลอน เป็นคำประพันธ์ที่กวีมักใช้แต่งเพื่อแสดงอารมณ์ แสดงความคิดเห็นเล่าเรื่อง หรือสะท้อนภาพสังคม
กวีมักใช้กลอนแต่งเพื่อพรรณนาคร่ำครวญถึงบุคคลอันเป็นที่รักขณะเดินทางไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ลักษณะเช่นนี้เรียกกลอนนิราศ
กลอนที่นำนิทานมาแต่งเรียกกลอนนิทานหรือนิทานคำกลอน กลอนที่นำนิทานหรือการเล่าเรื่องมาพัฒนาเพื่อใช้การแสดงละครเรียกกลอนบทละคร
นอกจากนี้ยังมีกลอนสักวา กลอนดอกสร้อย และกลอนเสภา ซึ่งนำไปใช้แต่งเป็นบทร้องโต้ตอบกัน เป็นต้น
๑.๓ ร่าย เป็นลักษณะคำประพันธ์ที่ใช้แต่งเป็นเนื้อเรื่องตลอด
๑.๔ โคลง กวีนิยมแต่งโคลงเรื่อง โดยใช้โคลงแต่งทั้งเรื่อง
๑.๕ ฉันท์ เป็นคำประพันธ์ที่ได้แบบอย่างมาจากบาลี กวีมักเลือกใช้ฉันท์ให้เหมาะสมกับลักษณะเนื้อเรื่อง
การพิจารณารูปแบบคำประพันธ์ต้องพิจารณาดูลักษณะคำประพันธ์ที่กวีเลือกใช้ว่าคำประพันธ์นั้นๆ เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง หรือการดำเนินเรื่องหรือไม่ กวีแต่งคำประพันธ์นั้นๆ ถูกต้องตามหลักบังคับ หรือกวีสร้างรูปแบบขึ้นมาใหม่และคำประพันธ์นั้นๆ ดีหรือไม่ เป็นต้น
๒. เนื้อหา คือสาระสำคัญอันเป็นส่วนประกอบของแก่นเรื่อง หรือแนวคิดสำคัญ โครงเรื่อง ตัวละคร และฉาก เป็นต้น
๒.๑ แก่นเรื่องหรือแนวคิด คือ สาระข้อคิดเห็นหรือความตั้งใจของกวีที่ต้องการจะสื่อมายังผู้อ่าน กวีจะเชื่อมโยงโครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา และส่วนประกอบต่างๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อแสดงแก่นเรื่องหรือแนวคิดสำคัญออกมา แก่นเรื่องจะมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป
๒.๒ โครงเรื่อง หมายถึง การลำดับเหตุการณ์ที่ผู้แต่งวางจุดมุ่งหมายไว้ เหตุการณ์ คือเรื่องที่เกิดโดยทั่วไป เนื้อเรื่องในวรรณคดีมักจะเป็นเรื่องการรบ การผจญภัย ตัวละครเอกต้องผจญปัญหาและหาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ และมักจบลงด้วยความสุขและความสำเร็จ เหตุการณ์ต่างๆที่สอดแทรกลงในตัวเรื่อง ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ ผู้อ่านต้องพิจารณาว่ากวีกำหนดเหตุการณ์แต่ละขั้นตอนอย่างไร สอดคล้องสัมพันธ์กันตลอดเรื่องหรือไม่ เหตุการณ์ใดสำคัญเหตุการณ์ใดไม่สำคัญเป็นเหตุเป็นผลกับเนื้อเรื่องหรือไม่ เหตุการณ์ต่างๆที่กวีสร้างขึ้นมามีความสมจริงหรือไม่
๒.๓ ตัวละคร คือผู้มีบทบาทในเนื้อเรื่อง กวีมักจะให้ตัวละครแสดงออกมาให้เห็นด้านอารมณ์ ด้านศีลธรรมจรรยาโดยใช้ตัวละครแสดงบทบาทต่างๆ เช่น ด้วยคำพูด หรือที่เรียกว่า บทสนทนาหรือด้วยการกระทำที่เรียกว่า บทบาท ควรพิจารณาว่าตัวละครมีพฤติกรรมอย่างไร พฤติกรรมที่แสดงออกดีหรือไม่ มีความสมจริงเพียงใด
๒.๔ ฉาก กวีมักใช้ฉากที่เป็นบ้านเมือง สภาพความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีรวมทั้งธรรมชาติต่างๆ มาสร้างเป็นเหตุการณ์ในเรื่อง ควรพิจารณาว่า กวีพรรณนาฉากได้ถูกต้องสมจริง ใช้ถ้อยคำให้เห็นภาพหรือไม่ ฉากต่างๆ นั้น สอดคล้องกับเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่องหรือไม่ กวีมีความสามารถในการพรรณนาฉากได้อย่างประณีต วิจิตร และงดงามเพียงใด
๓. กลวิธีการแต่ง วรรณคดีร้อยกรอง เรื่องหนึ่งๆ กวีจะใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อทำให้วรรณคดีหรือวรรณกรรมนั้นๆ มีคุณค่า น่าสนใจ กลวิธีต่างๆ นั้น ได้แก่
๓.๑ ความไพเราะของบทร้อยกรอง คือความไพเราะอันเกิดจากรสคำและความไพเราะอันเกิดจากรสความ
๓.๑.๑ ความไพเราะอันเกิดจากรสคำ เกิดจากการที่กวีเลือกสรรคำที่มีเสียงเสนาะอันเกิดจากการใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ คำที่เล่นเสียงวรรณยุกต์ คำที่เล่นเสียงสัมผัสคล้องจองกันการเล่นคำ เสียงหนักเบา การหลากคำ การใช้คำพ้องเสียงและคำซ้ำ การใช้ลีลาจังหวะของคำทำให้เกิดความไพเราะได้
๓.๑.๒ ความไพเราะอันเกิดจากรสความ เกิดจากการที่กวีเลือกใช้คำที่มีความหมายกระชับ ชัดเจน ใช้คำถูกต้องตามความหมายที่ต้องการ เลือกใช้คำที่เหมาะสมแก่เนื้อเรื่องฐานะของบุคคลและอารมณ์ในเนื้อเรื่อง
๓.๒ กลวิธีการนำเสนอ กวีจะใช้วิธีนำเสนอเพื่อให้วรรณคดีและวรรณกรรมนั้นๆ น่าสนใจ น่าติดตามหรือน่าประทับใจต่างๆ เช่น เสนอสาระสำคัญอย่างตรงไปตรงมา หรือเสนอแบบให้ตีความหรือความเปรียบ เป็นต้น
๔. การใช้ภาษา วรรณคดีร้อยกรอง กวีมักใช้ศิลปะในการนำถ้อยคำ สำนวน โวหารมาประกอบทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพและมีอารมณ่ร่วมหรือคล้อยตามไปด้วยกวีจะเลือกใช้คำมาเปรียบเทียบด้วยลักษณะต่างๆ กัน ได้แก่
๔.๑ อุปมา กวีใช้เปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่งโดยมีคำเชื่อมโยง เช่น ดุจ ประดุจ เหมือน เช่น ปาน ฯลฯ ตัวอย่างเช่น
อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย
(เพลงยาวถวายโอวาท : สุนทรภู่)
กวีได้เปรียบเทียบความคิดหรือความรู้เหมือนอาวุธโดยใช้คำว่า เหมือน เป็นคำเชื่อม
๔.๒ อุปลักษณ์ เป็นการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง กวีจะใช้การเปรียบเทียบโดยตรง นำลักษณะเด่นของสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบมากล่าวทันทีโดยไม่มีคำเชื่อมโยง บางครั้งอาจใช้คำว่า เป็น และ คือ เชื่อมโยงก็ได้ ตัวอย่างเช่น
ถ้าเรามีนาวาทิพย์ทำด้วยมุกดา มีความปรารถนาเป็นใบ
มีความอำเภอใจเป็นหางเสือ
( กามนิต : เสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป )

กวีเปรียบความปรารถนากับใบเรือ และความอำเภอใจกับหางเสือเรือ โดยใช้ คำว่า
เป็น เป็นคำเชื่อม
๔.๓ บุคคลวัต หรือ บุคคลสมมติ กวีใช้การสมมุติสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ ให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ ตัวอย่างเช่น
มะนาวน้อยอย่าพลอยไปเหลิงเล่น ตะวันเย็นลงไปจะไม่แจ้ง
ผักชียี่หร่าไยตาแดง ตะกร้าเก่านอนตะแคงเฝ้าคอยดู
(ราร้างอย่างแร้งไร้ : แรคำ ประโดยคำ )

กวีใช้มะนาว ผักชี ยี่หร่า ตะกร้าให้มีกิริยาเหมือนมนุษย์ คือ มะนาวทำกิริยาเหลิงเล่นผักชี ยี่หร่าทำกิริยาตาแดง ตะกร้าทำกิริยานอนตะแคงเฝ้าคอยดู
๔.๔ อติพจน์ กวีใช้การกล่าวผิดไปจากที่เป็นจริง โดยการกล่าวให้มีลักษณะเกินความเป็นจริง หรือน้อยกว่าจริง เพื่อให้ถ้อยคำกระทบอารมณ์ของผู้อ่านให้มีความรู้สึกเพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น
เอียงอกเธออกอ้าง อวดองค์ อรเอย
เมรุชุบสมุทรดินลง เลขแต้ม
อากาศจักจารผจง จารึก พ่อฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม อยู่ร้อนฤาเห็น
(โคลงนิราศนรินทร์ : นายนรินทร์ธิเบศร์ )

กวีใช้คำ เอียงอกเท แทนสิ่งที่อยู่ในใจ ใช้เขาพระสุเมรุชุบน้ำและดิน แทนปากกา
เขียนข้อความในอากาศ ซึ่งล้วนเป็นลักษณะที่เกินความเป็นจริง
๔.๕ สัทพจน์ หรือการเลียนเสียงธรรมชาติ กวีใช้การเปรียบเทียบโดยการ
ใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ ทำให้เสียงไพเราะเกิดจินตภาพได้ชัดเจน เกิดความรู้สึกคล้อยตาม ตัวอย่างเช่น
เกือบรุ่งฝูงช้างแซ่ แปร๋นแปร๋น
กรวดป่ามาแกร๋นแกร๋น เกริ่นหย้าน
ฮูมฮูมอู่มอึงแสน สนั่นรอบ ขอบแฮ
คึกคึกทึกเสทือนสะท้าน ถิ่นไม้ไพรพรม
( โคลงนิราศสุพรรณ : สุนทรภู่ )

กวีใช้เลียนเสียงของช้างในคำ แปร๋นแปร๋น แกร๋นแกร๋น ฮูมฮูม ทำให้เกิดจินตภาพได้ชัดเจน
๔.๖ ปฏิพจน์ กวีใช้การเปรียบเทียบที่เกิดจากคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกันหรือขัดแย้งกัน นำมาแต่งให้เข้าคู่กันเพื่อให้เกิดความหมายขนานหรือเกิดภาพตัดกันที่ก่อให้เกิดความรู้สึกหรือให้จินตภาพที่ชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น
รอยบุญเราร่วมพ้อง พบกัน
บาปแบ่งสองทำทัน เท่าสร้าง
เพรงพรากสัตว์จำผัน พลัดคู่ เขาฤา
บุญร่วมบาปจำร้าง นุชร้างเรียมไกล
(โคลงนิราศนรินทร์ : นายนรินทร์ธิเบศร์ )

กวีใช้คำบุญและบาปที่เป็นคำที่มีความหมายตรงกันข้ามมาใช้ก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างชัดเจน
กวียังมีลีลาในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เช่น อารมณ์รัก อารมณ์โศก อารมณ์ยินดี มายังผู้อ่านเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมไปกับคำประพันธ์นั้นๆ ลีลาที่กวีใช้เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์นั้นๆ มีอยู่ ๔ แบบ คือ
๑. เสาวรจนีหรือชมโฉม เป็นลีลากวีใช้ถ้อยคำชมความงามของตัวละคร ชมความงามของสิ่งต่างๆ หรือสถานที่ ตัวอย่างเช่น
เดือนจรัสโพยมแจ่มฟ้า ผิบได้เห็นหน้า
ลอราชไซร้ดูเดือน ดุจแล
ตาเหมือนตามฤคมาศ พิศคิ้วพระลอราช
ประดุจแก้วเกาทัณฑ์ ก่งนา
พิศกรรณงามเพริศแพร้ว กลกลีบบงกชแก้ว
อีกแก้มปรางทอง
(ลิลิตพระลอ)
๒. นารีปราโมทย์หรือบทโอ้โลม เป็นลีลาที่กวีใช้ถ้อยคำแสดงความรักใคร่เกี้ยวพาราสีกันหรือพูดให้เพลิดเพลิน ตัวอย่างเช่น
ประจงจูบลูบผมแล้วชมพักตร์ น่ารักนวลเนื้อเจ้านิ่มนิ่ม
น้ำตาคลอเปี่ยมอยู่เรียมริม เจ้าเยื้อนยิ้มสักหน่อยเถิดกลอยใจ
(ขุนช้างขุนแผน)

๓. พิโรธวาทังหรือบริภาษ เป็นลีลาที่กวีใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความโกรธ ขุ่นเคือง เยาะเย้ย ตัดพ้อต่อว่า เหน็บแนมซึ่งกันและกันของตัวละคร ตัวอย่างเช่น
เสียแรงลูกผูกใจจะได้พึ่ง พ่อโกรธขึ้งสิ่งไรเป็นใหญ่หลวง
โอ้มีพ่อก็ไม่เหมือนเพื่อนทั้งปวง มีแต่ลวงลูกรักไปหักคอ
รู้กระนี้มิอยากเรียกพ่อดอก จะไปบอกแม่วันทองให้ฟ้องพ่อ
(ขุนช้างขุนแผน)

๔. สัลลาปังคพิสัยหรือบทคร่ำครวญ เป็นลีลาที่กวีใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความโศกเศร้า
หวนไห้ อาลัยอาวรณ์ พร่ำเพ้อ ตัวอย่างเช่น
ลูกก็แลดูแม่แม่ดูลูก ต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล
สะอื้นร่ำอำลาด้วยอาลัย แล้วแข็งใจจากนางตามทางมา
เหลียวหลังยังเห็นแม่แลเขม้น แม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหา
แต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวับวิญญาณ์ โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง
(ขุนช้างขุนแผน)

นอกจากลีลาแบบต่างๆที่กวีแต่งเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆให้ผู้อ่านคล้อยตามแล้วกวียังมีวิธีการใช้ภาษาสื่อความคิดออกมาในรูปการใช้สัญลักษณ์ สัญลักษณ์ หมายถึง สิ่งหนึ่งใช้แทนอีกสิ่งหนึ่ง วรรณกรรมร้อยกรองกวีใช้สัญลักษณ์คำเดียว อาจมีความหมายกว้างเป็นที่เข้าใจได้ง่าย นับเป็นศิลปะการใช้ภาษาของกวีอย่างหนึ่ง เช่น แก้ว กวีจะใช้แทนความดี ความงาม ความวิเศษ ความมีคุณค่า น้ำค้าง ใช้แทนความบริสุทธิ์ สะอาด ไฟ ใช้แทนความร้อน ยักษ์ ใช้แทนความดุร้าย คนเลว แมลงภู่ ใช้แทนผู้ชาย ดอกไม้ ใช้แทนผู้หญิง เป็นต้น
เห็นแก้วแวววับที่จับจิต ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่
เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี อันมณีฤาจะโลดไปถึงมือ
( ท้าวแสนปม : รัชกาลที่ ๖ )

แก้วและมณีเป็นสัญลักษณ์แทนผู้หญิงที่งดงาม มีค่า หรือผู้หญิงที่มีฐานะสูงศักดิ์กว่า

แมลงภู่ ถึงแม้ความรักของมันจะอยู่ที่ดอกบัวหลวงก็ตามที เมื่อมันเห็นดอกมะลิเลื้อยและอยากดอกกลิ่นหอมใหม่ มันจะยอมนิ่งทนไม่ไปหาละหรือ
( ปริยทรรศิกา : รัชกาลที่๖ )

กวีใช้แมลงภู่เป็นสัญลักษณ์แทนผู้ชายและดอกมะลิแทนผู้หญิง

การวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมร้อยกรอง นักเรียนต้องพิจารณาดูวิธีการเลือกใช้ความประณีตงดงามของถ้อยคำที่กวีนำมาใช้ พิจารณาเรื่องเสียง จังหวะคำ สัมผัส เนื้อความ ว่ากวีใช้ได้เหมาะสม สื่อความและสื่ออารมณ์ได้ดีเพียงไร มีความไพเราะอย่างไร สามารถสร้างจินตภาพก่อให้เกิดความเพลิดเพลินให้ผู้อ่านมากน้อยเพียงไร ข้อความหรือถ้อยคำตอนใดที่อ่านแล้วซาบซึ้งประทับใจอยากจดจำบ้าง ข้อความตอนใดให้คติธรรม พฤติกรรมตัวละครใดที่ควรยกย่อง และถือเป็นตัวอย่างนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ หรือพฤติกรรมตัวละครใดที่ไม่ควรนำมาเป็นตัวอย่างที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงบ้าง การพิจารณ์องค์ประกอบต่างๆ ของวรรณคดีและวรรณกรรม พยายามตอบคำถามใช้เหตุผลหาตัวอย่างสนับสนุนคำตอบ จะช่วยให้ผู้อ่านวรรณคดีและวรรณกรรมสามารถเข้าใจเรื่องราว ได้แง่คิดคติธรรม เกิดความเพลิดเพลิน เห็นคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมอย่างแท้จริง

วรรณคดีร้อยแก้ว
วรรณคดีประเภทร้อยแก้ว ควรพิจารณาองค์ประกอบดังต่อไปนี้
๑. รูปแบบคำประพันธ์ วรรณคดีร้อยแก้วจำแนกตามลักษณะของการเขียนได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ
๑.๑ สารคดี หมายถึง งานนิพนธ์ที่มุ่งให้ความรู้ เสนอสารที่เป็นจริงตามข้อเท็จจริงเหตุการณ์ และบุคคลที่เป็นจริง เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้และได้รสจากการอ่าน รสของการอ่านจะได้รับมากน้อยอยู่ที่ศิลปะการใช้ภาษาของผู้เขียนแต่ละบุคคล
๑.๒ บันเทิงคดี หมายถึง งานนิพนธ์ที่เป็นเรื่องเล่าสมมุติหรือมีความเป็นจริงตามข้อเท็จจริงอยู่บ้างหรือส่วนน้อย มุ่งให้ความบันเทิงและความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งบันเทิงคดีอาจแทรกความรู้ ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ไว้ด้วย
สารคดี
การวิจารณ์วรรณกรรมร้อยแก้วประเภทสารคดี พิจารณาองค์ประกอบดังต่อไปนี้
๑. รูปแบบ ลักษณะการเขียนวรรณกรรมร้อยแก้วประเภทนี้มีหลายรูปแบบ เช่น เรียงความ ความเรียง บทความ จดหมายเหตุ บันทึกเหตุการณ์ บันทึกความทรงจำ คำบรรยาย เป็นต้น งานเขียนแต่ละรูปแแบบล้วนมีจุดมุ่งหมายหรือเจตนาในการเขียนแตกต่างกันไป มุ่งให้ความรู้ทางวิชาการความรู้ทางเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เสนอความคิดให้แง่คิดในการปฏิบัติตน มุ่งโน้มน้าวใจ ปลุกใจ วิจารณ์ เป็นต้น การวิจารณ์วรรณกรรมร้อยแก้วนี้ ผู้อ่านต้องพิจารณารูปแบบและจุดมุ่งหมายของ
วรรณคดีนั้นๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่
๒. เนื้อหา ประกอบด้วยโครงเรื่องและเนื้อเรื่อง
๒.๑ โครงเรื่อง คือหัวข้อย่อยที่สร้างขึ้นจากแนวคิดสำคัญ จากโครงเรื่อง จะมีการต่อเติมเสริมแต่งจนกลายเป็นเนื้อเรื่อง
๒.๒ เนื้อเรื่อง เป็นส่วนที่ผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องอะไรบ้าง มีสาระสำคัญอะไร เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้
ส่วนขั้นนำ เป็นการกล่าวข้อความที่จะนำไปสู่เรื่อง ผู้เขียนอาจเริ่มด้วยประโยคเด่นที่เป็นประโยคสำคัญ
ส่วนที่เป็นตัวเรื่อง เขียนกล่าวถึงความเป็นจริง หรือเป็นข้อความรู้ ความคิดเห็น อาจมีการอ้างอิงข้อความที่เป็นคำกล่าวของผู้ทรงคุณวุฒิ หรือสอดแทรกประสบการณ์ อุทาหรณ์ของผู้เขียนลงไปเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ มีการเสนอปัญหาทางแก้ไขปัญหา ทั้งนี้อยู่ที่จุดมุ่งหมายของผู้เขียนว่าต้องการอย่างไร
ส่วนท้ายเรื่อง เป็นการเน้นข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งให้ผู้อ่านเห็นเด่นชัด อาจทิ้งท้ายด้วยปัญหาเพื่อท้าทายให้ผู้อ่านคิดต่อไป
การวิจารณ์วรรณคดีร้อยแก้วประเภทสารคดีนี้ นักเรียนต้องจับแนวความคิดสำคัญของผู้เขียนให้ได้ว่าเนื้อความที่เขียนเป็นความรู้ ความคิดเห็น หรือเป็นข้อเท็จจริง พิจารณาดูความถูกต้อง ความมีเหตุผลน่าเชื่อถือในการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียน พิจารณาถึงประโยชน์และความเป็นไปได้ในการนำข้อเสนอไปปฏิบัติ
๓. กลวิธี การวิจารณ์กลวิธีนักเรียนต้องพิจารณาวิธีเขียนของผู้เขียนว่า ใช้วิธีแบบเรียบง่ายหรือซับซ้อน การลำดับความเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ เนื้อความน่าอ่าน ลื่นไหล หรือวกไปวนมาจนจับใจความไม่ได้ การแบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย สัมพันธ์กันและสอดคล้องกันหรือไม่ การนำเสนอมีแนวคิดสร้างสรรค์ไปปฏิบัติ
๔. การใช้ภาษา ผู้เขียนวรรณคดีแต่ละคนมีลักษณะการเขียนเฉพาะตน ดังนั้นการอ่านและวิจารณ์การใช้ภาษาของผู้เขียน จะพิจารณาจากสำนวนภาษาที่ใช้ว่า ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องหรือไม่ สำนวนภาษาที่ใช้เป็นภาษาที่เป็นทางการ หรือภาษาที่ไม่เป็นทางการ การเรียบเรียงข้อความมีลักษณะที่ชัดเจน เข้าใจง่าย หรือซับซ้อนอย่างไร มีการใช้คำศัพท์วิชาการได้ถูกต้องและเหมาะสมเพียงใด

บันเทิงคด
พิจารณาองค์ประกอบ ดังนี้
๑. รูปแบบ วรรณคดีร้อยแก้วประเภทร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดีมีรูปแบบเป็นเรื่องสั้นและนวนิยายจะพิจารณาได้ดังนี้
เรื่องสั้น จะมีลักษณะแตกต่างจากนวนิยาย เรื่องสั้นจะมีขนาดของเรื่องสั้นกว่า มีองค์ประกอบที่แตกต่างไปในด้านความคิดคือ เรื่องสั้นจะมีแนวคิดสำคัญเพียงแนวเดียว ตัวละครมีจำนวนน้อยประมาณ ๒ - ๓ ตัว ตัวเอกควรมีตัวเดียว เรื่องสั้นที่ดีจะมีลักษณะเด่นคือ มีจุดแห่งความสนใจซึ่งสามารถดึงดูดผู้อ่านให้เกิดความเห็นคล้อยตามหรือขัดแย้งก็ได้ จุดสนใจอาจเป็นพฤติกรรมตัวละครเหตุการณ์ ข้อขัดแย้ง หรือตัวละคร บางทีจุดสนใจอยู่ที่แนวความคิดซึ่งผู้เขียนประสงค์จะสื่อให้ผู้อ่านโดยตรง ไม่พะวงกับการสร้างเหตุการณ์ หรือพฤติกรรมแต่อย่างใด เรื่องสั้นจะมีจุดสนใจไม่มากและไม่ซับซ้อน
นวนิยาย เป็นเรื่องสมมุติที่แต่งขึ้น มีขนาดยาวเพียงใดไม่มีการจำกัด มีโครงเรื่องที่ดำเนินติดต่อและประสานกันตลอด ตัวละครในเรื่องแต่ละตัวมีลักษณนิสัยใจคอที่หลากหลายเพื่อความมุ่งหมายสำคัญคือ ให้มีความสมจริงการเสนอตัวละครและพฤติกรรมจะซับซ้อนมากน้อยอย่างไรไม่จำกัดแล้วแต่เรื่องที่วางไว้ บางเรื่องอาจดำเนินเรื่องโดยเริ่มเนื้อเรื่องกล่าวถึงตอนจบของเหตุการณ์ เรียงไปตามลำดับ บางเรื่องเสนอเนื้อเรื่องย้อนไปย้อนมาซึ่งล้วนเป็นกลวิธีการดำเนินเรื่องที่ผู้เขียนประสงค์จะใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน
๒. เนื้อหา คือสาระสำคัญที่ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวอันประกอบด้วย แก่นของเรื่อง ตัวละคร ฉาก หรือบรรยากาศ ผู้เขียนที่มีความสามารถจะต้องประสมประสานสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวตลอดเรื่องได้อย่างแนบเนียน
๒.๑ แก่นของเรื่องหรือแนวคิด คือจุดสำคัญที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารถึงผู้อ่าน เช่น ค่านิยม อารมณ์ต่างๆ สภาพหรือเหตุการณ์ เป็นต้น แก่นของเรื่องจะเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยเสนอทรรศนะที่ผู้เขียนต้องการผ่านพฤติกรรมของตัวละครออกมาเป็นลักษณะนิสัยของตัวละครในเรื่อง
๒.๒ โครงเรื่อง คือการลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่อง เชื่อมโยงเหตุการณืในเรื่องให้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
๒.๓ ตัวละคร หมายถึง ผู้ประกอบพฤติกรรมตามเหตุการณ์ในเรื่อง หรือผู้ที่ได้รับผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามโครงเรื่อง ตัวละครต้องมีชีวิตคือ แสดงบทบาท พูด คิด ทำกิริยาหรือปฏิบัติ เช่นเดียวกับคนจริงๆ ตัวละครแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๒.๓.๑ ตัวละครที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือ มีลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมด้านเดียวไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามเหตุการณ์หรือสิ่งแวดล้อม
๒.๓.๒ ตัวละครที่เปลี่ยนแปลงได้ คือ มีลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม จะมีลักษณะคล้ายบุคคลที่มีชีวิตจริง การวิจารณืตัวละครต้องพิจารณาการนำเสนอตัวละครของผู้เขียนว่ามีความสมจริงหรือไม่ พฤติกรรมตัวละครเป็นอย่างไร เป็นพฤติกรรมที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร
๒.๔ บทสนทนา บทสนทนาที่ดีต้องง่ายและเหมาะสมกับบุคลิกและลักษณะนิสัยของตัวละครการสร้างความสมจริงและชีวิตจิตใจให้แก่ตัวละคร ขึ้นอยู่กับวิธีเขียนบทสนทนาให้แก่ตัวละคร บทสนทนาที่สั้นๆ ย่อมเข้าใจง่ายและน่าอ่านกว่าบทสนทนายาวๆ ที่มักเป็นการสั่งสอนหรือจูงใจ
๒.๕ ฉาก บรรยากาศ หรือสถานที่ บรรยากาศหรือรายละเอียดในเรื่องที่ก่อให้เกิดอารมณือย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นพลังให้เกิดพฤติกรรมตามโครงเรื่อง การวิจารณ์จะพิจาณาการเสนอฉากของผู้เขียนว่าใช้วิธีพรรณนาและสร้างบรรยากาศให้เกี่ยวข้องกับสถานที่และสอดคล้องกับเหตุการณ์หรือไม่ ฉาก บรรยากาศ หรือสถานที่ต้องสอดคล้องและสัมพันธ์กันตลอดเรื่องได้ดีเพียงไร
การวิจารณ์วรรณคดีร้อยแก้วประเภทนี้ นักเรียนควรพิจารณาส่วนประกอบเหล่านี้ ทุกส่วน พิจารณาดูความสมจริง มีลักษณะใดที่กวีแสดงออกมาเป็นพิเศษแตกต่างไปจากผู้เขียนคนอื่นบ้างหรือไม่ อย่างไร ผู้เขียนใช้ตัวละคร เหตุการณ์ สถานที่ บทสนทนา เป็นเครื่องมือให้ผู้อ่านเกิดความซาบซึ้งหรือประทับใจอย่างไร
๓. กลวิธี การวิจารณ์วรรณคดี ผู้อ่านควรพิจารณากลวิธีที่ผู้เขียนใช้ในการดำเนินเรื่อง เช่น เล่าไปตามลำดับเวลา หรือเล่าเรื่องย้อนกลับ การแสดงทรรศนะที่ผู้เขียนส่งผ่านไปยังตัวละคร และพฤติกรรมตัวละครแสดงทรรศนะออกมาให้เห็นชัดเจนหรือไม่ เหตุการณ์ที่ผู้เขียนนำเข้าไปใส่เพื่อเป็นเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมานั้น สอดคล้องและสัมพันธ์กันตลอดเรื่องหรือไม่
๔. ภาษาที่ใช้ วรรณคดีร้อยแก้วประเภทนี้ ผู้เขียนจะใช้ลักษณะการเขียนด้วยศิลปะเฉพาะตน จึงควรพิจารณาโดยรวมดังนี้
๔.๑ การเลือกใช้คำ ถ้อยคำที่ใช้ควรมีความหมายเหมาะสมกับทำนองเรื่องที่เขียนและลักษณะของตัวละคร เช่น ถ้าตัวละครอยู่ในท้องถิ่น คำที่เกี่ยวเนื่องหรือบทสนทนาควรจะต้องเหมาะกับสภาพท้องถิ่นนั้นๆ เป็นต้น
๔.๒ การใช้โวหารในการเขียน วรรณคดีร้อยแก้วที่ผู้อ่านประทับใจ เกิดจากการที่นักเขียนรู้จักเลือกใช้สำนวนโวหารต่างๆ มาผสมผสานกับเนื้อเรื่องได้อย่างแนบเนียนและประณีต โวหารต่างๆ ที่ผู้เขียนใช้คือ
๔.๒.๑ บรรยายโวหาร ผู้เขียนใช้โวหารนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเล่าเรื่องอธิบายเรื่องราวเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ บรรยายโวหารจะใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมา รวบรัด ไม่เยิ่นเย้อ
๔.๒.๒ พรรณนาโวหาร ผู้เขียนใช้เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวหรือความรู้สึกอย่างละเอียดลออ เกี่ยวกับเหตุการณ์ อารมณ์ และจินตนาการ มุ่งเน้นให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจ สะเทือนอารมณ์ใช้สำนวนโวหารที่ไพเราะมักเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์ทำให้เกิด ความไพเราะและเพลิดเพลิน
๔.๒.๓ อุปมาโวหาร เป็นการเขียนโดยใช้ถ้อยคำแสดงการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจ หรือเห็นภาพอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
๔.๒.๔ สาธกโวหาร เป็นการเขียนโดยใช้ถ้อยคำที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง เพื่อให้ข้อความมีความสมบูรณ์หนักแน่นน่าเชื่อถือ ตัวอย่างที่นำมายกประกอบต้องมีเหตุผล มีข้ออ้างอิง การเลือกตัวอย่างต้องเข้ากันได้กับเนื้อความเป็นอย่างดี
๔.๒.๕ เทศนาโวหาร เป็นการเขียนที่ใช้ถ้อยคำเพื่อการสั่งสอน ชักจูง โน้มน้าว แนะนำเพื่อใช้ชี้แจงอย่างมีเหตุผล มีข้อเท็จจริง แสดงจุดมุ่งหมายอย่างแจ่มแจ้ง เพื่อให้ผู้อ่านเลื่อมใสปฏิบัติตามหรือคล้อยตาม
การวิจารณ์ด้านการใช้ภาษา ต้องพิจารณาสำนวนโวหารถ้อยคำที่ผู้เขียนใช้แนบเนียน สอดคล้องกับเหตุการณ์หรือพฤติกรรมตัวละครได้ดีเพียงใด โวหารที่ผู้เขียนใช้สามารถสร้างความประทับใจก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน สร้างความจรรโลงใจแก่ผู้อ่านมากน้อย


การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษาและอาชีพ

ลักษณะการอ่านและสืบค้นข่าวสารข้อมูลและความรู้จากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
๑. การอ่านและการสืบค้นข้อมูลข่าวสารเพื่อเพิ่มพูนความรู้
โลกในปัจจุบันนี้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในทางวิทยาการด้านวัตถุและความ
เจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี นักเรียนสามารถอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร ตามความสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรายข่าว แสดงความคิดเห็นต่อข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การอ่านข้อมูลเหล่านี้ต้องพิจารณาเหตุผลและความน่าเชื่อถืออย่างรอบคอบ นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถอ่านและสืบค้นข้อมูลที่มีประโยชน์ทางการศึกษาได้จากเว็บไซต์ต่างๆ
- www.vcharkam.com เว็บไซต์บทความทางวิชาการและข่าวสารทางการศึกษา
- www.educationonline.net เว็บไซต์ข้อมูลเนื้อหาบทเรียนต่างๆ
- www.gened moe.go.th เว็บไซต์บทความข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับ GPA
- www.geocities.com เว็บไซต์ชีวประวัติและผลงานของสุนทรภู่

๒. การอ่านและการสืบค้นข้อมูลข่าวสารเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
นักเรียนสามารถค้นคว้าข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพ
การรู้จักอ่านและสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ทำให้นักเรียนรู้จักแหล่งเรียนรู้ สถาบันการศึกษา แนวโน้มของอาชีพต่าง ๆ ค้นข้อมูลในเว็บไซต์ต่าง ๆ ข้อมูลที่ประกอบไปด้วยภาพและเสียงนอกจากนี้ บางเว็บไซต์ยังสามารถถ่ายโอนข้อมูล (Download) ได้
- www.cec.chula.ac.th เว็บไซต์ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- www.des.go.th เว็บไซต์กรมการพัฒนาฝีมือแรงงาน / ส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงาน
- www.nstda.or.th เว็บไซต์สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
- www.pxp.in.th เว็บไซต์กลุ่มประชาธิปไตย ข้อมูลความเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชน